คลังเก็บป้ายกำกับ: COVID-19

ดูแลดวงตาอย่างไรให้ห่างไกล COVID-19

ไวรัส 2019-nCoV หรือ SARS-CoV-2 ที่ทําให้เกิดโรค COVID-19 สามารถทําให้เกิดตาแดงหรือ เยื่อบุตาอักเสบ ได้ แม้จะพบไม่บ่อยเพียง 1 – 2% อาการไม่รุนแรง แต่มักเกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่งต่าง ๆ จากทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม ฯลฯ ที่มีเชื้อโรคกระจายมาถูกเยื่อบุตา ซึ่งการรักษาทำได้โดยการประคับประคองตามอาการ ดังนั้นการดูแลดวงตาในช่วง COVID-19 กำลังระบาดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย
มีรายงานในช่วงแรก ๆ ที่ได้มีการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากเยื่อบุตาหรือนํ้าตาของผู้ป่วยปอดอักเสบจาก COVID-19 จำนวน 30 คน มี 1 คนที่มี เยื่อบุตาอักเสบ ร่วมด้วย และพบผล PCR เป็นบวกในคนที่มีเยื่อบุตาอักเสบ แต่ในอีก29 คนที่ไม่มีเยื่อบุตาอักเสบไม่พบว่ามีไวรัสในสารคัดหลั่งทางตา ต่อมาได้มีการตีพิมพ์ใน New England Journal of Medicine พบว่า ผู้ป่วย COVID-19 มีอาการตาแดง (Conjunctival Congestion) ราว 0.8% คือ ในกลุ่มผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลจาก COVID-19 ทั้งหมด 1,099 คน พบว่าตาแดง 9 คน โดยไม่มีรายงานการตรวจกับจักษุแพทย์และไม่ได้เก็บตัวอย่างน้ำตาเพื่อตรวจหาไวรัส

ดวงตากับ COVID-19
เรื่องสำคัญเกี่ยวกับดวงตาที่ควรรู้เพื่อจะได้ดูแลดวงตาให้ถูกวิธีในช่วง COVID-19 ได้แก่
ไม่ควรสัมผัสโดนตา มือที่ไม่สะอาดมีเชื้อโรคปนเปื้อน ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบได้ จึงควรล้างมือบ่อย ๆ ไอต้องปิดปาก ไม่ควรจับหน้าหรือแตะโดนตา เนื่องจากไวรัสสามารถติดต่อทางเดินหายใจ ทางปาก และทางตาได้ ในช่วงนี้การใส่แว่นสายตาแทนการใส่คอนแทคเลนส์ช่วยหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดนตาได้อีกทางหนึ่ง
ตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบเป็นอาการหนึ่งของ COVID-19 แต่พบได้น้อย เพียง 1 – 2% และอาการไม่รุนแรง โดยจะรักษาประคับประคองตามอาการคล้ายเยื่อบุตาอักเสบจากไวรัสชนิดอื่น ๆ แต่มักมีอาการทางเดินหายใจร่วมด้วย
ยารักษามาลาเรีย Chloroquine, Hydroxychloroquine ที่นำมาใช้ในการรักษา COVID-19 ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีผลกับจุดรับภาพแบบรุนแรง รายงานเบื้องต้นพบว่า การใช้ยานี้ในผู้ป่วย COVID-19 แม้จะให้ในปริมาณมากกว่าปกติ แต่ใช้ช่วงเวลาไม่นาน เพียง 1 – 2 สัปดาห์ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ยังคงต้องติดตามดูผลการศึกษาในระยะยาว
การใส่แว่นสายตาแบบปกติ ไม่สามารถป้องกันการติด COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีเครื่องป้องกันอื่นร่วมด้วย

รู้ระวังใส่คอนแทคเลนส์ช่วง COVID-19
สำหรับผู้ที่ต้องใส่คอนแทคเลนส์ในช่วงที่ COVID-19 ระบาด มีคำแนะนำจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) สหรัฐอเมริกา และ American Optometric Association (AOA) ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์มีความเสี่ยงต่อการติดโรค COVID-19 มากกว่าผู้ที่ใส่แว่นตา โดยคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ตามปกติ แต่ควรดูแลการใส่อย่างถูกสุขลักษณะเพื่อป้องกันการติดต่อของโรคที่ติดต่อได้จากการใส่คอนแทคเลนส์ ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาทีและเช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมือที่สะอาด ถอดล้างทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ให้ถูกวิธี และหากป่วยเป็นไข้ มีน้ำมูก ไอ จาม ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้มีรายงานที่พบว่าคนใส่คอนแทคเลนส์มีการจับหน้าและสัมผัสตาในช่วงใส่ถอด จึงต้องระมัดระวังเรื่องการดูแลความสะอาดและอย่าให้มือไม่สะอาดทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคต่าง ๆ ได้

น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์กำจัด COVID-19
น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์กลุ่ม Hydrogen Peroxide-Based Systems มีความสามารถใช้ฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อโรค COVID-19 ได้ แต่น้ำยากลุ่มนี้จะต้องระมัดระวังในการใช้อย่างมาก ห้ามนำน้ำยาใส่เข้าดวงตาโดยตรง เนื่องจากเป็น Hydrogen Peroxide ทำให้เกิดการระคายเคืองตามมา หากจะใช้ต้องแช่ในตลับชนิดพิเศษให้ครบชั่วโมงตามคำแนะนำจึงสามารถนำคอนแทคเลนส์มาใช้ได้ จึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
สำหรับน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์กลุ่ม Multipurpose Solution ที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย และการใช้การทำความสะอาดโดย Ultrasonic Cleaners ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ถึงความสามารถในการฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 แนะนำให้ดูแลรักษาความสะอาดในการใส่คอนแทคเลนส์อย่างเคร่งครัด

sexy gaming

ไข้หวัด VS Covid-19

ไข้หวัด VS Covid-19 ความเหมือนที่แตกต่าง

Covid-19 ความเหมือนที่แตกต่าง การแพร่ระบาดแบบเวิลด์ทัวร์( World tour) ของ Covid-19 ทำให้องค์กรอนามัยโลก (WHO) ต้องออกมาประกาศว่าการระบาดของ Covid-19 นั้นอยู่ในระดับ Pandemic หรือการแพร่ระบาดในวงกว้างที่ส่งผลไปทั่วโลก ซึ่งเราผ่านวิกฤตแบบนี้มาแล้วในการระบาดของโรคเอดส์ และ ไข้หวัดนก (H1N1) ในอดีตนั่นเอง

แต่ด้วยความที่เป็นไวรัสสายพันธ์ใหม่ เราจึงมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เราได้เลือกคำถามที่พบบ่อยของ Covid-19 มารวมไว้ที่นี่แล้ว
Q : ไข้หวัด กับ Covid-19 มาจากไวรัสตัวเดียวกันใช่ไหม ?

A : คำตอบคือถูกต้อง Coronaviruses (CoV) เป็นเชื้อไวรัสตระกูลใหญ่ ที่เป็นอันตรายต่อทั้งคนและสัตว์ โดยเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ อันได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (SARS) ในปี 2002 และโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) ในปี 2012 เป็นต้น แต่เจ้าโควิด-19 นี้ กลายพันธุ์ออกมาเพื่อความอยู่รอด จึงทำให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดทั่วไป ไม่สามารถได้ผลกับ Covid-19 ตัวนี้

Q : เชื้อไวรัสโควิด-19 มีชีวิตอยู่ในอากาศ สิ่งของต่าง ๆ ได้นานกี่วัน ?

A : ยังไม่มีวิจัยที่แน่ชัดว่ากี่วัน ขึ้นอยู่กับสภาพของวัตถุ และ อุณหภูมิ แต่โดยทั่วไปเชื้อไวรัสโควิดลอยอยู่ในอากาศได้ประมาณ 5 นาทีก็จะตกสู่พื้น แต่เชื้อไวรัสจะยังอยู่ได้บนพื้นต่ออีกหลายชั่วโมง และในอุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียสนั้น สามารถอยู่ได้นานถึง 1 เดือนเลยทีเดียว
Q : อาการแตกต่างจากไข้หวัดตรงไหน ?

A : อาการโดยรวมคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้สูง น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ บางราย คลื่นไส้ อาเจียน แต่อาการที่แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ก็คือ มีอาการทางเดินหายใจผิดปกติร่วมด้วย เช่น อาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย ไอแห้ง หรือ บางรายที่อาการรุนแรงจะมีภาวะปอดบวมร่วมด้วย

Q : ตรวจหาเชื้อตอนไหนดี ?

A : มีอาการป่วย หรือ สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง

Q : ผู้ป่วยที่รักษาจนหายแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นอีกได้ไหม ?

A : สามารถกลับมาเป็นอีกได้ หากไม่ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง แต่ในรายงานสถานการณ์ตอนนี้ มีผู้ป่วยที่กลับมาป่วยซ้ำน้อยมาก

sexy gaming

ป้องกัน COVID-19 อัพเดตวัคซีนในชีวิตประจำวัน

Corona virus vaccine update
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Severe Acute Respiratory Syndrome corona virus 2 (SARS-CoV-2) ปัจจุบันได้รับการประกาศจาก
องค์การอนามัยโลกให้เป็นโรคระบาดทั่วโลก โดยอาการและอาการแสดงมีหลากหลายตั้งแต่ไม่มีอาการไปจนถึงก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบอวัยวะหลายระบบ โดยอาการและอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ สามารถพบได้บ่อยที่สุด การติดต่อของโรคส่วนหนึ่งเกิดจากการสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตามในการพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่โดยทั่วไปอย่างเร็วจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ปี จึงวางจำหน่ายได้ เนื่องจากต้องผ่านการทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อน
โดยทั่วไป การพัฒนาวัคซีนจะต้องผ่านการศึกษาในระยะดังต่อไปนี้
ขั้นตอนที่หนึ่ง การศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์: ขั้นตอนการทดสอบบุกเบิก
1) การทดลองก่อนการทดลองในคน (Pre-Clinical Stage)
– เป็นการทดลองกับเนื้อเยื่อ เซลล์ หรือสัตว์ เป็นต้น
2) คำขอทำการวิจัยยาใหม่ (IND Application)
ขั้นตอนที่สอง การทดลองในมนุษย์
1) ระยะที่ 1 ของการทดสอบวัคซีน (Phase I)
– โดยจะทดลองกับคนกลุ่มย่อยและต่อมาจะทดลองในคนกลุ่มใหญ่ขึ้น
2) ระยะที่ 2 ของการทดสอบวัคซีน (Phase II)
– ทดลองกับกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น อาจมีจำนวนหลายร้อยคน
3) ระยะที่ 3 ของการทดสอบวัคซีน (Phase III)
– การทดสอบซึ่งจะเกี่ยวข้องกับบุคคลจำนวนมากกว่า 10,000 คน
มีหลายประเทศที่มีการทดลองผลิตวัคซีน รวมถึงประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ตามที่ WHO ได้ลงประกาศไว้ มีวัคซีนของผู้ผลิต 17 ราย ที่สามารถผ่าน Pre-Clincal stage มาทดสอบใน Phase I นอกจากนี้ ที่ University of Oxford/AstraZeneca สามารถเข้าสู่กระบวนการทดสอบวัคซีนใน Phase III ได้แล้ว
ดังนั้น ณ ปัจจุบัน ยังมีความจำเป็น ที่จะต้องใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงทำมาตรการป้องกัน Covid-19 อื่นๆ รอให้การผลิตวัคซีนสำเร็จ

sexy gaming

ด้วยการหมั่นสังเกตพัฒนาการเด็กช่วง กักตัว พลิกวิกฤตCOVID-19ให้เป็นโอกาสของพ่อแม่

จากสถานการณ์ COVID -19 ส่งผลให้เด็ก ๆ ต้อง กักตัว อยู่บ้านตามนโยบายเว้นระยะห่างทางสังคม ในขณะที่พ่อแม่หลายท่านก็อาจจะต้องทำงานที่บ้านแทนการเดินทางไปที่ทำงาน เพราะฉะนั้นนี่ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่พ่อแม่จะได้มีเวลาใกล้ชิดและหมั่นสังเกตพัฒนาการของเด็ก ๆ ว่าเหมาะสมกับช่วงวัยของพวกเขาหรือไม่

แพทย์หญิงสินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม กล่าวว่า ในหลายครอบครัว พ่อแม่มักจะมีความคาดหวังว่าลูกต้องทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีที่สุด จนอาจละเลยการสังเกตไปว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไร มีความสนใจหรือถนัดด้านไหน หรือแม้แต่เรื่องพัฒนาการของลูกว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยของพวกเขาหรือไม่ เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่พ่อแม่จะหมั่นสังเกตพัฒนาการและพฤติกรรมของลูกอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในด้านการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้านการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านการสื่อสาร และด้านการช่วยเหลือตัวเอง

โดยในแต่ละช่วงวัย เด็กจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  1. ช่วงขวบปีแรก จะเน้นในเรื่องระบบประสาท การเคลื่อนไหวร่างกาย การขยับตัว เพราะฉะนั้นของเล่นที่เหมาะสมควรเป็นของเล่นที่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับ นอกจากนี้พ่อแม่เองก็มีส่วนสำคัญมาก ๆ ในช่วงวัยนี้ เพราะเป็นช่วงเชื่อมโยง ช่วงสร้างความไว้ใจกับคนเลี้ยงดู
  2. วัย 1 – 3 ปี เป็นวัยที่เด็กเริ่มเห่อพูด เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องสื่อสารกับลูกเยอะขึ้น มีการสอนแบบเชื่อมโยงคำศัพท์กับสิ่งที่เห็น โดยของเล่นที่เสริมพัฒนาการสำหรับเด็กวัยนี้ ควรเป็นของเล่นที่ฝึกกล้ามเนื้อมือและจินตนาการ เช่น ของเล่นหยอดรูปทรงหรือตัวต่อ เป็นต้น
  3. วัย 3 – 6 ปี เป็นวัยที่เด็กต้องไปโรงเรียน แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 อาจจะต้องเรียนออนไลน์โดยใช้หน้าจอเข้ามาช่วยมากขึ้น เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องกำหนดเวลาและช่วยวางแผนในเรื่องของกิจวัตรประจำวันเพื่อฝึกวินัย

ทั้งนี้ การที่เด็กเริ่มดูจอมากขึ้น อาจทำให้สัมพันธภาพระหว่างครอบครัวลดลง แต่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ ด้วยการที่พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้จอของลูก และสอนเพิ่มเติมในสิ่งที่ลูกกำลังดูหรือให้ความสนใจ หรือการหากิจกรรมอื่น ๆ ให้ลูกได้มีส่วนร่วมและเสริมทักษะใหม่ ๆ เช่น กิจกรรมอ่านหนังสือนิทานแทนการใช้จอเพื่อฝึกให้ลูกรักการอ่าน กิจกรรมทำสวน หรือ ทำอาหาร เป็นต้น

“ ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 พ่อแม่หลายคนอาจไม่อยากพาลูกออกไปนอกบ้าน เพราะกลัวการระบาดของเชื้อ แต่หมออยากแนะนำว่าลักษณะของกิจกรรมกลางแจ้งก็ยังสำคัญต่อพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาส และเห็นว่าไม่ได้สุ่มเสี่ยงมาก ก็ควรให้โอกาสลูกได้ไปออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือทำกิจกรรมที่ได้ออกแรงบ้าง ” พญ.สินดี กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่เริ่มสังเกตว่าลูกเริ่มมีพัฒนาการและพฤติกรรมที่ผิดปกติจากวัยของเขา ควรเข้ามาปรึกษาแพทย์ เพื่อที่แพทย์จะได้ช่วยประเมินและกระตุ้นพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ แต่ละคนอย่างเหมาะสม

เเทงบอล

ช่วงการเเพร่ระบาด COVID-19 รู้หรือไม่ ไวรัสร้ายทำลายหัวใจ

แพทย์เตือน COVID-19 ไวรัสร้ายที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจอยู่แล้ว มีโอกาสเสียชีวิตสูง

แพทย์หญิงชาดา โชติพันธุ์วิทยากุล อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เปิดเผยว่า COVID-19 เป็นไวรัสที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปอดและระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความผิดปกติต่อหัวใจด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัวอยู่เดิม เช่น โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งพบว่าโดยทั่วไปแล้วการทำงานของหัวใจและระบบไหวเวียนเลือดในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่าคนทั่วไป อีกทั้งผู้ป่วยโรคหัวใจส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้สูงอายุ และมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอตามธรรมชาติของวัย ดังนั้นหากติดเชื้อ โควิด-19 จะยิ่งทำให้โรคมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น มีการตรวจพบการอักเสบที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะที่เยื่อบุหลอดเลือดทั่วร่ายกาย ในผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งการอักเสบนี้จะทำให้การไหลเวียนเลือดบกพร่อง เซลล์และเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน จนทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้นและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดเฉียบพลันในหลอดเลือดหัวใจ ปอดอักเสบรุนแรงและภาวะระบบการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน นอกจากนี้ในระหว่างที่มีการติดเชื้อนี้จะทำให้การควบคุมโรคประจำตัวที่มีอยู่เดิมทำได้ยากขึ้น และเกิดภาวะหัวใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลวได้เช่นเดียวกัน

ในส่วนของผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว และแข็งแรงดีมาก่อนแต่ได้รับเชื้อ โควิด-19 พบมีรายงานการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากไวรัสได้ โดยอาศัยการวินิจฉัยจากการตรวจพิเศษทางหัวใจเพิ่มเติม ซึ่งภาวะนี้จะทำให้การบีบตัวของหัวใจแย่ลง ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและน้ำท่วมปอดตามมา นอกจากนี้การใช้ยารักษา โควิด-19 เองก็มีรายงานว่าทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับหัวใจได้เช่นกัน พบว่าการใช้ยาต้านไวรัสร่วมกับยาต้านมาลาเรียอาจทำให้เกิดการนำกระแสไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ (QT Prolongation) ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยทุกราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่อายุน้อยและแข็งแรงดีมาก่อน

ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ได้รับเชื้อ โควิด-19 จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อนจากการได้รับเชื้อ โควิด-19 ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ และไม่ไปในพื้นที่เสี่ยงหรืออยู่รวมกันในที่แออัด รวมถึงรีบเข้ารับการตรวจหาเชื้อ โควิด-19 หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยง เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที

ด้าน แพทย์หญิงสมพร วงศ์เราประเสริฐ อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ระบุว่า โดยปกติแล้วผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลได้จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อทั่วไปง่ายกว่าคนปกติ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เพราะเชื้อเหล่านี้จะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและร่างกายมีภูมิคุ้มกันน้อยลง แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดว่าผู้ป่วยเบาหวานจะมีโอกาสติดเชื้อ โควิด-19 ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

แต่พบว่า ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับเชื้อ โควิด-19 มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนที่ไม่มีโรคประจำตัว โดยผู้ป่วย โควิด-19 ในประเทศไทยที่เสียชีวิต มีประวัติเป็นโรคเบาหวานถึงร้อยละ 50 และมีอายุเพียง 30-40 ปีเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนทั่วไปจึงทำให้ร่างกายกำจัดไวรัสได้ยากและมีภาวะการอักเสบที่รุนแรงกว่าคนทั่วไป นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานยังมีระดับเอนไซม์โปรตีน ACE2 receptors สูงขึ้น เมื่อรับเชื้อไวรัสเข้าไปแล้วจะทำให้ผนังหลอดเลือดบางลง เกิดภาวะปอดบวม มีน้ำคั่งในถุงลม เป็นเหตุให้การหายใจล้มเหลวได้ง่าย และยังทำให้ผู้ป่วยบางรายท้องเสียร่วมด้วย

สำหรับในช่วงที่ COVID-19 ระบาด ผู้ป่วยเบาหวานควรปฏิบัติตัว ดังนี้

    1. ป้องกันไม่ให้รับเชื้อ เช่น กินร้อน ช้อนเรา ล้างมือให้บ่อยที่สุดก่อนสัมผัสหน้าหรือรับประทานอาหาร ทั้งผู้ป่วยและบุคคลในครอบครัวควรหลีกเลี่ยงการพบปะหรืออยู่ในสถานที่ที่มีคนแออัด
    2. ดูแลสุขภาพให้พร้อมรับมือกับโรค เช่น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ห้ามขาดยา โดยตรวจสอบปริมาณยาที่มีอยู่และติดต่อแพทย์เมื่อยาใกล้หมด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อนและทำใจให้ไม่กังวลจนเกินไป เพราะความเครียดทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นได้
    3. เมื่อเจ็บป่วยต้องรีบพบแพทย์ อย่ากลัวที่จะไปโรงพยาบาลและอย่ารอจนอาการหนัก

เเทงบอล

กินอยู่อย่างไทย สู้ภัย covid-19 แนะปรับชีวิตวิถีใหม่

กรมแพทย์แผนไทย แนะปรับชีวิตวิถีใหม่จาก ” covid-19 ” สู่กินอยู่อย่างไทย เน้นกินผักผลไม้หลากหลาย ได้ประโยชน์ 3 กลุ่ม ชู “เห็ด” สร้างภูมิต้านทาน “มะระ-คะน้า-ใบเหลียง-กะเพรา” ต้านอนุมูลอิสระ “หอม-ขมิ้น-ข่า-ตะไคร้” ลดติดเชื้อ เพิ่มผลไม้ได้วิตามินซี แนะปลูกกินเอง ช่วยลดค่าใช้จ่าย

นพ.สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการกินอยู่อย่างไทยตามหลักชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ว่า อาหารเป็นสิ่งสำคัญช่วยให้เรามีร่างกายแข็งแรง ซึ่งประเทศไทยมีพืชผักผลไม้สุขภาพมีประโยชน์หลากหลาย โดยขอแนะนำกลุ่มพืชผักสมุนไพรเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.มีฤทธิ์สร้างภูมิต้านทาน เช่น เห็ดต่างๆ อย่างเห็ดฟาง เห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดออรินจิ ซึ่งเมนูสุขภาพที่ทำได้ คือ ต้มยำเห็ด หรือยำเห็ด ผัดเห็ด เป็นเมนูสขุภาพช่วยสร้างภูมิต้านทานร่างกาย เป็นประโยชน์ แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาดผ่านการต้ม นึ่ง ลวกที่ถูกวิธี

2.กลุ่มต้านอนุมูลอิสระ เช่น มะระ คะน้า ใบเหลียง กะเพรา ซึ่งพบได้ทั่วไป เอามาปรุงเป็นอาหาร เช่น ต้มกะเพรา แกงเลียงผสมผักหลายชนิด ผัดบวบผัดไข่ ใบเหลียงผัดไข่ เป็นต้น

3.กลุ่มลดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ไวรัสต่างๆ พบว่า ผักผลไม้สำคัญมีสารเคอร์ซิติน เช่น หอมแดง หอมใหญ่ ขมิ้น ข่า ตะไคร้ มีฤทธิ์ต้านการติดเชื้อไวรัส covid-19 ได้ ทำเมนูง่ายๆ เช่น ไข่เจียวหอมแดง เป็นอาหารรับประทานได้ในครอบครัว

นพ.สรรพงศ์ กล่าวว่า สำหรับผลไม้ บ้านเมืองเรามีผลไม้จำนวนมาก โดยผลไม้รสเปรี้ยว มีวิตามินซีสูงช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ต้านการติดเชื้อ เช่น ส้ม แอปเปิ้ล มะม่วง นำมาใช้บริโภค หามารับประทานปรุงอาหาร หรือทำน้ำผลไม้ต่างๆ เช่น น้ำอัญชัญ น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำตรีผลา ซึ่งตามตำรับยาแผนไทยช่วยปรับสมดุลร่างกาย ทำให้มีภูมิต้านทานแข็งแรงมากขึ้น เป็นเมนูสุขภาพโดยใช้พืชผักสมุนไพรมาปรุงรับประทานอาหารแต่ละวันเพิ่มภูมิต้านทานร่างกาย อ่านเพิ่มเติม

แม่หลังคลอดเสี่ยงโควิด-19 ให้ นมลูก กรมอนามัย ชี้แจงกรณีแม่หลังคลอดที่เข้าข่าย

กรมอนามัย ชี้แจงกรณีแม่หลังคลอดที่เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อ หรือได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อโควิด-19 สามารถให้ นมลูก ได้แต่ต้องมีการป้องกันอย่างเคร่งครัด

แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 นอกจากกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ที่ต้องให้การดูแลเป็นพิเศษแล้ว ทารกแรกเกิด ถือเป็นอีกกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะนมแม่เป็นอาหารที่ดีมีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็ก และสร้างภูมิคุ้มกันโรค

ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสามารถติดผ่านทางรก หรือทางน้ำนมได้ กรณีแม่เป็นผู้เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อหรือได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ COVID-19 จึงสามารถให้นมลูกได้ ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) มีคำแนะนำว่า หากแม่ที่ติดเชื้อมีอาการไม่มาก สามารถให้นมจากเต้าได้ก็ควรทำ แต่ต้องมีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้ออย่างเคร่งครัด โดยสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมืออย่างถูกวิธี ห้ามใช้มือสัมผัสบริเวณใบหน้า จมูกหรือปากรวมถึงการหอมแก้มลูกด้วย

กรณีที่แม่ติดเชื้อมีอาการรุนแรง เช่น ไอมาก แต่ยังสามารถบีบเก็บน้ำนมได้ ควรให้พ่อหรือผู้ช่วยเป็นผู้ป้อนนมแก่ลูกแทน โดยหากมีผู้ช่วยจะต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพดี มีทักษะ ความรู้และเข้าใจหลักการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้ออย่างเคร่งครัด การบีบน้ำนมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้แม่ยังคงสภาพในการให้นมแก่ลูกได้เมื่อหายป่วยแล้ว ทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อ COVID-19 จัดเป็นผู้มีความเสี่ยงจะต้องมีการแยกตัวออกจากทารกอื่น และต้องสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วัน อ่านเพิ่มเติม