โรคติดเชื้อยอดฮิตของเด็กๆ

อันดับ 1 โรคไข้หวัด
โรคติดเชื้อตัวร้ายที่ชอบทำร้ายเด็กเล็กๆ ให้ ป่วย นอนซม หง่อยซึม ด้วยอาการตัวร้อน ไข้ขึ้นสูง แถมยังมีน้ำมูกใสๆ คัดจมูก จามแล้วจามอีก เจ็บคอ จนน่าสงสาร ที่สำคัญเจ้า โรคไข้หวัด ยังไม่เลือกช่วงเวลา เด็กๆ สามารถเป็นได้ทั้งปี โดยเฉพาะฤดูหนาวอัตราการติดเชื้อยิ่งมีมากขึ้น จากสถิติพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วเด็กๆ จะเป็นไข้หวัดกัน 3-8 ครั้งต่อปี ด้วยเหตุผลโรคไข้หวัดมีเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ แต่เมื่อรักษาหายแล้ว ร่างกายของหนูๆ ก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อที่เคยป่วยได้ดีขึ้น แต่ก็กลับมาเป็นได้อีกเช่นกัน ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายเด็กน้อยให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อจะได้ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ
โรคไข้หวัดใหญ่ มีทั้งสายพันธุ์ A และ B น้องๆ สามารถได้รับเชื้อและเกิดการติดต่อสู่กันได้ง่าย โดยเฉพาะสถานที่ๆมีเด็กรวมกันอยู่กันเยอะๆ โรคไข้หวัดใหญ่ จะติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่งอย่าง การไอ หรือจาม ทั้งนี้ ไข้หวัดใหญ่ยังสามารถติดต่อได้ทางละอองฝอยของน้ำมูก และน้ำลาย พูดง่ายๆ คือ ถ้าเด็กคนที่ป่วย ไอ จามแล้วใช้มือเช็ด และมือนั้นไปโดนหน้าโดนตา เข้าจมูก หรือปาก เชื้อโรคชนิดนี้ก็จะเข้าสู่ร่างกาย น้องๆ หนูๆ ได้ไม่ยาก
วิธีสังเกตว่าเจ้าตัวน้อยของคุณเสี่ยง หรือได้รับเชื่อโรคนี้ หรือไม่
มีไข้สูงแบบเฉียบพลัน ซึ่งต่างจากไข้หวัดธรรมดา
ปวดศีรษะ ตัวร้อน
อ่อนเพลียมากๆ
เมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว
มีอาการไอ จาม คัดจมูกร่วมด้วย
ควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจมีอาการหลอดลมอักเสบร่วมด้วยจากการไอติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรืออาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบ ซึ่งส่งผลต่อชีวิตได้
อันดับ 3 โรคมือ เท้า ปาก
พบมากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จากสถิติพบว่าเด็กจำนวน 5 คน จะเป็นโรคนี้ถึง 4 คนทีเดียว อาการที่แสดงของโรคนี้ คือมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย หลังจากนั้น 2-3 วันจะเจ็บปาก น้องๆ จะไม่ยอมทานข้าว เพราะในปากมีตุ่มแดง ทั้งที่ลิ้น เพดานปาก และกระพุ้งแก้ม และกลายเป็นตุ่มพองใสในที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการอักเสบ และแดงบริเวณรอบๆ ตุ่ม เมื่อตุ่มแตกออกจะเป็นแผลหลุมตื้นๆ และมีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และก้น แต่จะไม่มีอาการคัน อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่มีความรุนแรงมากนักจนคุณพ่อคุณแม่ร้อนใจ เพราะอาการไข้ขึ้นนั้นจะลดลงภายใน 3 วัน อาการของเด็กก็จะค่อยๆ ดีขึ้น และหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน แต่ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรเฝ้าดูอาการเจ้าตัวน้อยอย่างใกล้ชิด
อันดับ 4 โรคท้องร่วงจากไวรัส
โรคนี้เกิดจากการสัมผัสเชื้อไวรัสเข้าปากลูกโดยตรง และพบมากในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี อาการที่แสดงคือ เจ้าตัวน้อยจะมีอาการ ท้องเสียเป็นน้ำไม่มีมูกเสียปนคลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งปวดท้อง ปวดหัว มีไข้ หรือมีน้ำมูกและไอด้วย นี่คืออาการที่เป็นน้อย หากยังเป็นต่อเนื่องหลายวัน อาจทำให้ท้องอืด ก้นแดง เพราะผิวของลำไส้ถูกทำลาย การดูดซึมอาหารไม่ดีเหมือนเดิม รวมทั้งอาจถ่ายเหลว เพราะเอนไซม์แลคเตสที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสทำงานไม่เต็มที่ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่รีบพาลูกไปโรงพยาบาลหากมีอาการถ่ายเหลวมากๆ
อันดับ 5 โรคอีสุกอีใส
โรคติดต่อที่หลายคนกลัว เพราะติดกันง่ายมาก แค่ภายใน 2-3 วันที่อยู่ร่วมกัน แตะโดนตัวเพื่อนที่กำลังเป็นอีสุกอีใส หรือเผลอไอใส่หน้าก็ติดต่อได้แล้ว อาการของโรคอีสุกอีใส เริ่มจากอาการปวดศีรษะ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ไม่ค่อยอยากอาหาร และเริ่มมีตุ่มแดงขึ้นตามตัว ทั้งแขนและขา รวมถึงบริเวณใบหน้า ผ่านไปสักระยะตุ่มแดงจะกลายเป็นตุ่มใสขอบแดง และเมื่อใกล้หาย จะเปลี่ยนเป็นตุ่มขาวๆ จนตกสะเก็ดและค่อยๆ หลุดออกไป เหลือไว้แค่รอยแผลเป็นดำๆ สามารถหายเองได้ แต่ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือแผลตุ่มใสอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้ ก่อให้เกิดแผลเป็นหนอง
DID YOU KNOW !! เด็กเล็ก จะมีภูมิต้านทานต่ำ หากมีอาการรุนแรงอาจทำให้มีอาการปอดบวม ภาวะสมองอักเสบ และเยื่อสมองอักเสบตามมา ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้

sexy gaming

ปัญหาหนักใจของคุณแม่ตั้งครรภ์ หน้าท้องลาย

ว่าที่คุณแม่ทุกคนเมื่อมีอายุครรภ์ได้ 6 เดือน ถือว่าเป็นปัญหาผิวพรรณที่ป้องกันได้ยาก เพราะ หน้าท้องลาย เกิดจากผิวหนังของเราถูกยืดหรือดึงให้ขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว มักเริ่มบริเวณหน้าท้อง และลามมาที่สะโพกหรือต้นขา การทาครีมป้องกันท้องลายจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการแตกลายของหน้าท้องได้ส่วนหนึ่ง
สาเหตุ
การตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อย
เปลี่ยนแปลงฮอร์โมน
กรรมพันธุ์
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
รอยแตกส่วนใหญ่มีขนาดกว้างประมาณ 1 – 10 เซนติเมตร และยาวได้หลายเซนติเมตร กว่า 90 % ในหญิงตั้งครรภ์จะมีภาวะ หน้าท้องลาย ในช่วงไตรมาสสุดท้าย
แนะนำ
ไม่ว่าจะตั้งครรภ์แล้วหรือไม่ ควรใส่ใจเรื่องอาหารที่รับประทาน รวมทั้งพยายามควบคุมน้ำหนักตัว เพื่อไม่ให้เกินเกณฑ์ที่กำหนด ผิวหนังของเราจะได้มีเวลาปรับตัว ไม่ต้องรับภาระขยายตัวมากเกินไป
การทาครีมบำรุงเป็นประจำจะช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น และยืดหยุ่น เป็นการเตรียมความพร้อมผิวหนังคุณแม่ ให้สามารถรับมือกับการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ได้ดีขึ้น ควรเริ่มให้เร็วที่สุด คือตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์
การเลือกใช้ครีมบำรุง ควรเลือกครีม หรือโลชั่นชนิดที่มีเนื้อข้น เพราะสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดีและนานกว่าแบบทั่วไป อาจใช้เบบี้ออยล์ หรือน้ำมันมะกอกทาผิว
หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน หรืออุ่นจัด ๆ เพราะน้ำที่อุณหภูมิสูงจะชะล้างไขมันที่เคลือบผิวออกไป ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น แห้ง ลอกและแตก

sexy gaming

คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง อาหารกระป๋อง !!

อาหารจำพวกไส้กรอก ลูกชิ้น กุนเชียง หมูยอ แหนม อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เราไม่ได้ห้ามให้คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทาน เพียงแต่ไม่อยากให้รับประทานบ่อย เพราะการแปรรูปอาหารเหล่านี้ผ่านกระบวนการและสารเคมีมาพอสมควร และล้วนมีส่วนประกอบของผงชูรส บอแรกซ์ โซเดียมไนเตรต โซเดียมฟอสเฟต โซเดียมซัคคาริน และโซเดียมตัวอื่น ยิ่งเป็นอาหารแปรรูปที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีความปลอดภัย คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ซื้ออาหารมารับประทาน ต้องอ่านฉลากที่ระบุส่วนประกอบและวันหมดอายุอย่างละเอียดเพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่รับประทานเข้าไปนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งบางอย่างก็เป็นอันตรายต่อคุณแม่และลูกในครรภ์ได้ หากรับประทานในปริมาณมาก เช่น ผงชูรส ที่ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ และปวดศีรษะ แม้ว่าพิษภัยของอาหารเหล่านี้ อาจไม่ได้ปรากฏทันทีทันใด แต่อาจส่งผลในระยาวได้

อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์พึงระวัง
ผงชูรส อาหารที่มีส่วนประกอบของผงชูรส หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปบางประเภทที่มีส่วนผสมของผงชูรส แม้ว่าในทางวิชาการผงชูรสจะมีความเป็นพิษต่ำ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่แพ้ผงชูรส ซึ่งอาจมีอาการตึงชาบริเวณใบหน้าและหู ชาปากและลิ้น วิงเวียนศีรษะ มีอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ เป็นต้นแม้ว่ายังไม่มีรายงานระบุแน่ชัดว่าผงชูรสจะเป็นอันตรายกับลูกน้อยในครรภ์หรือไม่ เพื่อความปลอดภัยคุณแม่ตั้งครรภ์ควรลดปริมาณหรือหลีกเลี่ยง
ผักและผลไม้ดอง ผลไม้ดองในท้องตลาดที่ไม่ได้มาตรฐานมักจะใช้สารแซคคารีน หรือที่เรารู้จักในชื่อที่คุ้นเคยอย่างขัณฑสกร ซึ่งเป็นสารให้ความหวานนำมาเป็นวัตถุดิบในการดองผลไม้ เพราะให้ความหวานมากและราคาถูกกว่าน้ำตาลหลายร้อยเท่า สารตัวนี้ไม่ให้ประโยชน์แต่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย อาจส่งผลให้คุณแม่มีอาการบวม ของหมักดองเหล่านี้บางเจ้ามีกรรมวิธีที่ไม่สะอาด อาจส่งผลให้คุณแม่ตั้งครรภ์ท้องเสียเกิดอาการอ่อนเพลียได้ และอาจเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้าหากรู้สึกอยากรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว แนะนำให้รับประทานผลไม้สดแทน
นอกจากนี้ อาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์พึงระมัดระวังอีกอย่าง คืออาหารที่เพิ่มน้ำหนัก อาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น ขนมหวาน และของเชื่อมทุกชนิด ไอศกรีม น้ำอัดลม ขนมเค้ก ครีมเทียม รวมถึงเครื่องปรุง ซอส หรือน้ำจิ้มรสหวาน เป็นต้น

sexy gaming

กินป้องกันโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่เกิดจากความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ซึ่งอาจเกิดจากโครงสร้างภายในของกระดูกถูกทำลาย หรือเกิดการสลายตัวจนทำให้เนื้อของกระดูกมีลักษณะเป็นรูพรุน มีผลทำให้กระดูกส่วนต่างๆ มีภาวะแตกหักง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ ส่งผลต่อบุคลิกภาพ ปวดหลังบ่อยๆ กระดูกสันหลังยุบตัวลง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง กระดูกแขน ขา กระดูกสะโพก กระดูกหลังเปราะหักง่าย บางคนอาจเดินไม่ได้ จากสถิติขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization ตัวย่อ WHO) พบว่าภาวะ โรคกระดูกพรุน เกิดกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปี เป็นต้นไป หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน โดยพบ 1 ใน 3 ของผู้หญิง ส่วนผู้ชายพบ 1 ใน 8
ประเภทอาหารที่จำเป็นต่อกระดูก
แคลเซียม มีบทบาทและหน้าที่ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน แหล่งอาหารที่ให้แคลเซียม เช่น นม โยเกิร์ต ถั่ว ธัญพืชต่างๆ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง ที่สามารถรับประทานได้ทั้งกระดูก
วิตามินดี เป็นสารอาหารที่ทำหน้าที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น วิตามินดีได้จากแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าประมาณ 10-15 นาที ก็ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินดี คือ น้ำมันตับปลา ปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาซาดีน แซลมอน แมคเคอเรล ปลาทูน่า และพืชที่มีวิตามินดีสูง เช่น เห็ด (มีสารเออโกสเตียรอล)
แมกนีเซียม มีสารสำคัญในการผลิตพลังงาน สร้างโปรตีน ช่วยในการหดตัวของกล้ามเนื้อ พบมากใน ธัญพืช แป้ง อาหารทะเล
ทองแดง แมงกานีส สังกะสี ช่วยในการทำงานของเอนไซม์ในกลไกการสร้างกระดูกและช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน แหล่งอาหาร ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วลันเตา ธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียว บล็อคโคลี สาหร่ายทะเล เต้าหู้ และน้ำนมเต้าหู้ ที่ได้จากถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวน ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรง ของกระดูกโดยตรงและช่วยเสริมฮอร์โมนเอสโตรเจน
ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้คนไทยบริโภคต่อวัน
ถ้าไม่อยากเป็นโรคกระดูกพรุนก็ต้องเริ่มสะสมแคลเซียมตั้งแต่วัยเด็ก และควรสะสมให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุ รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เสริมด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะสมเพื่อโครงสร้างของกระดูกและร่างกายที่แข็งแรง

sexy gaming

เคล็ดลับกระตุ้นพัฒนาการเด็ก…ช่วยส่งเสริมศักยภาพของลูกน้อย

เด็ก เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศชาติ จึงควรได้รับการเลี้ยงดู ส่งเสริมพัฒนาการ ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณอย่างเหมาะสม เพื่อให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต
พัฒนาการเด็กคืออะไร ?
คำว่าพัฒนาการเด็ก หมายถึง ความสามารถของเด็กในการลงมือทำ เคลื่อนไหว หรือทำกิจกรรมต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลักๆ ดังนี้
• ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ความสามารถใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหว เช่น นั่ง ยืน เดิน วิ่ง กระโดด ปีนป่าย
• ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ความสามารถในการใช้มือทำกิจกรรมต่างๆ การหยิบจับ ขีดเขียน การช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน เช่น ใส่เสื้อ ติดกระดุม
• ด้านภาษา ความเข้าใจภาษา และการใช้ท่าทาง ภาษาพูด เช่น เด็กอายุ1ปี สามารถเข้าใจคำสั่งง่ายๆ ขั้นตอนเดียวและสามารถใช้ภาษาพูดเป็นคำเดียวในการสื่อสาร
• ด้านสังคม ความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเล่นกับเพื่อน การเข้ากลุ่ม ทำตามกฎ กติกาต่างๆ
วิธีสังเกตสงสัยลูกอาจเข้าข่าย “พัฒนาการช้า”
คุณพ่อ คุณแม่อาจจะต้องเริ่มด้วยการหมั่นสังเกตพัฒนาการของลูก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการจะสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของสมอง โดยพัฒนาเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทักษะต่างๆ ตามวัยตลอดชีวิต โดยเฉพาะในช่วง 5 ปีแรกจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านพัฒนาการอย่างมาก และสามารถสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัด หากพบความผิดปกติและมีการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู หรือ ส่งเสริมพัฒนาการ ในช่วงวัยเด็กเล็ก จะช่วยลดความรุนแรง หรือบำบัดให้เป็นปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
เด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติ
เด็กที่มีพัฒนาการผิดปกติที่พบได้บ่อย คือ เด็กที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้อตึงตัวผิดปกติ (Spastic child) มีอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ และควบคุมได้ลำบาก เด็กที่มีปัญหาด้านกล้ามเนื้ออ่อนตัวผิดปกติ หรือ Down syndrome รวมถึงเด็กที่มีปัญหาทางด้านภาษาและสังคม กลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมการแสดงออก เช่น Autistic child Attention Deficit Hyperactivity Disability (เด็กสมาธิสั้น) Learning Disability (เด็กบกพร่องทางด้านการเรียน)
ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้า หรือผิดปกติ?
สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำ คือปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการเด็ก ซึ่งแพทย์จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย หรืออาจจะต้องตรวจประเมินด้านพัฒนาการ ส่งตรวจเลือด ตรวจระบบประสาท เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม สำหรับวางแผนและแนวทางการรักษา ซึ่งทำได้ตั้งแต่การใช้ยา (กลุ่มเด็กสมาธิสั้น) การผ่าตัด (กลุ่มเด็กที่มีภาวะเกร็ง) กิจกรรมบำบัดเพื่อการกระตุ้นพัฒนาการประสาทสัมผัสทั้ง 5 (sensory integration) การกระตุ้นพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ การกระตุ้นพัฒนาการภาษา กระตุ้นการรับรู้ทางสติปัญญาและสมาธิ ทำกายภาพบำบัด เป็นต้น
ดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก
คลินิกพัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ด้านพัฒนาการเด็ก มีนักกิจกรรมบำบัดที่สามารถประยุกต์กิจกรรมมาใช้ในการตรวจ ประเมิน วินิจฉัย ส่งเสริม ดูแล รักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้ที่มีความบกพร่อง มีการส่งเสริมด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กเล็ก จึงมั่นใจได้ว่าทุกกิจกรรมถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพ่อ แม่ และลูก
กิจกรรมบำบัดที่หลากหลายเพื่อการใช้ชีวิตอย่างสมดุล
เรามีกิจกรรมการบำบัดเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกายของเด็ก เช่น การเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ การเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ การเพิ่มสหสัมพันธ์การทำงานของกล้ามเนื้อ การเพิ่มความสามารถในการวางแผนการเคลื่อนไหว การเพิ่มความสามารถด้านการทรงตัว การเพิ่มความสามารถด้านการสัมผัส การเพิ่มความสามารถด้านการรับรู้ทางภาษา การพูดสื่อสาร เสริมสร้างความรู้ความสามารถด้านกิจวัตรประจำวันของเด็ก ขจัดความกลัว วิตกกังวล ประหม่า และพัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองแก่เด็ก เพื่อให้ดำรงชีวิตในสังคมสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสมดุล เกิดความสุขทั้งทางร่างกาย และจิตใจ
อุ่นใจได้ เรื่องความปลอดภัย สถานที่ และสิ่งแวดล้อม
สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับเด็กๆ จะช่วยให้มีอิสระในการเคลื่อนไหว การเล่น และการสำรวจอย่างปลอดภัย อุปกรณ์ทุกๆ ชิ้น ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กโดยเฉพาะ และเหมาะสมกับตามความต้องการของเด็กในทุกช่วงวัย เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่วางใจในการพาบุตรหลานเข้ามารับการรักษา หรือกระตุ้นพัฒนาการ

sexy gaming

เฮอแปงไจน่า (HERPANGINA) โรคระบาดในเด็กที่พ่อ-แม่ต้องเฝ้าระวัง

เฮอแปงไจน่า (Herpangina) อีกหนึ่งโรคระบาดที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นหู แต่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็นโรคระบาดที่ส่งผลต่อสุขภาพของเด็กๆ ที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรรู้จักและทำความเข้าใจ เพื่อหาแนวทางในการรักษาและป้องกันการเกิดโรค
ทำความรู้จัก “โรค เฮอแปงไจน่า”
โรคเฮอร์แปงไจน่า (Herpangina) เป็นโรคที่ติดเชื้อจากไวรัสชนิดเดียวกันกับมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็น กลุ่มของเอนเตอโรไวรัส (Enterovirus) แต่มีอาการที่แตกต่างกันคือจะมีแผลเฉพาะที่ปากเท่านั้น สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางน้ำมูก ไอ จาม ลักษณะอาการจะมีไข้สูงประมาณ 39.5-40 องศาเซลเซียส และมีแผลในช่องปากบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ต่อม ทอนซิล และในโพรงคอหอยด้านหลัง แต่ถ้าเป็นมือ เท้า ปาก ไข้จะไม่สูง และมีแผลกระจายอยู่ทั่วปาก รวมทั้งมีผื่นขึ้นที่ฝ่า มือและฝ่าเท้าด้วย
โรคเฮอร์แปงไจน่า ติดต่อได้อย่างไร?
การติดต่อเกิดขึ้นได้จากการสัมผัส หรือรับประทานสิ่งที่ปนเปือนกับเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ที่ติดเชื้อ ผู้ที่ติดเชื้อโรคเฮอร์แปงไจน่ามักพบได้ในเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 10 ปี ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเด็กเล็กยังไม่มีภูมิต้านทานของเชื้อนี้เพียงพอ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่รวมกันในโรงเรียนอนุบาล หรือสถานเลี้ยงเด็ก เพราะเด็กมักเล่นของเล่นร่วมกัน หยิบจับสิ่งของร่วมกัน ดังนั้น โรคนี้จึงมักระบาดได้ง่าย เพราะมีโอกาสติดต่อได้ง่าย โดยเชื้อนี้จะอยู่ได้นานในอากาศเย็นและชื้น จึงมักระบาดมากในฤดูฝน แต่ก็สามารถพบได้ตลอดทั้งปี
โรคเฮอร์แปงไจน่าอันตรายแค่ไหน?
โดยทั่วไปแล้วโรคเฮอร์แปงไจน่ามักจะมีอาการไม่รุนแรง ยกเว้นไข้สูง แต่ก็ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่สามารถพบได้จากโรคนี้ เช่น การอักเสบของก้านสมอง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตามภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวพบได้น้อย
โรคมือ เท้า ปาก VS เฮอร์แปงไจน่า แตกต่างกันอย่างไร?
แม้ว่า “โรคมือ เท้า ปาก” และ “เฮอร์แปงไจน่า” เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกัน แต่อาการแสดงแตกต่างกัน คือ โรค มือ เท้า ปาก จะมีไข้ มีผื่น ตุ่มน้้าใส หรือเม็ด แดงๆ ในปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางรายอาจมีอาการ อาเจียน ถ่ายเหลวรุนแรง ร่างกายขาดน้้า ปอดบวมน้้า หอบเหนื่อย ซึม ชัก เกร็ง ช็อกเสียชีวิต ส่วน “โรคเฮอร์แปงไจน่า” จะไม่พบผื่นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า จะสังเกตอาการของโรคนี้ได้ค่อนข้างลำบากในช่วงแรก ต่อเมื่อเริ่มมีผื่นขึ้นจึงจะสามารถสังเกตอาการได้ บางรายอาจพบเพียงผื่น และแผลตื้น ๆ กราย ๆ ในช่องปาก เท่านั้น
การรักษา
โรคนี้ส่วนใหญ่หายได้เองเนื่องจากเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียารักษาเฉพาะการรักษา เป็นเพียงการรักษา ตามอาการ เช่น มีไข้ เช็ดตัวลดไข้ ให้รับประทานยาลดไข้ร่วมกับให้ยาบรรเทาอาการอื่นๆ ลดความเจ็บปวดจากผื่นแผลในปาก กระตุ้นให้ดื่มน้้า และรับประทานอาหารเหลวทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หากรับประทานอาหารได้น้อย และมีภาวะขาดน้้าเกิดขึ้น ได้แก่ ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยลงและมีสีเหลืองเข้ม ให้รีบไปพบแพทย์
เมื่อพบติดโรคเฮอร์แปงไจน่า” ดูแลอย่างไร?
สำหรับเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ สามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่าง แต่ถ้าเด็กคนไหนมีอาการเจ็บในปากมาก ไม่ยอมรับประทาน หรือไม่ยอมกลืนอาหาร ควรหาของอ่อนๆ ให้เด็กรับประทาน หรือในบางครั้งให้รับประทานอาหารประเภทน้ำหรือนมเย็นๆ หรือไอศกรีมก็ได้ ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยเฉพาะ ดังนั้น การรักษาจึงให้การรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้ และยาชาทาแผลในปาก เพื่อบรรเทาอาการเจ็บ โดยทั่วไปสามารถหายได้เอง เพียงแต่ต้องเฝ้าระวังเรื่องภาวะแทรกซ้อนดังที่ได้กล่าวไป ถ้าหากเด็กรับประทานอาหารไม่ได้ หายใจหอบ มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือชัก ควรรีบมาพบแพทย์
วิธีการป้องโรคเฮอร์แปงไจน่า
การป้องกันโรคทำได้โดยแยกผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ที่ไม่สบาย หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่ชุมชนแออัดรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี ควรล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้งด้วยน้ำและสบู่ หากลูกหลานไม่สบายควรให้หยุดเรียนเพื่อจะได้ลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

sexy gaming

ตรวจสุขภาพต้องตรวจอะไร แล้วดีกับคุณอย่างไร? ไขข้อข้องใจ

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และยังไม่ได้ป่วยเป็นอะไรสักหน่อย ไม่เห็นจำเป็นต้องไปตรวจสุขภาพให้เสียเงินเสียเวลาเลย ในความจริงแล้ว… การที่เรายังไม่มีอาการก็ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพของเราแข็งแรงดีอย่างที่รู้สึก เพราะอวัยวะของเรานั้นย่อมมีความเสื่อมแบบที่เราไม่สามารถสังเกตเห็นได้เอง และไม่แน่ว่าอาจจะมีโรคอะไรสักอย่างที่รอเวลาแสดงอาการอยู่ก็เป็นได้ เชื่อว่าหลายคนต้องเคยสงสัยบ้างล่ะว่า “ทำไมถึงต้องตรวจสุขภาพประจำปี” ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ดูแลสุขภาพด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์
การตรวจสุขภาพเพื่อประเมินสภาพร่างกาย เมื่อรู้เร็ว…ก็รักษาได้เร็ว
จริงอยู่ที่ร่างกายภายนอกอาจจะดูแข็งแรงเป็นปกติดี แต่ใครจะรู้ว่าอวัยวะภายในอาจกำลังเจ็บป่วยอยู่ หรือเกราะป้องกันที่เคยแข็งแรงกำลังทรุดตัวลงหรือกำลังเสี่ยงต่อการเกิดโรค เพราะอวัยวะภายในหากไม่ได้ตรวจด้วยวิธีทางการแพทย์ เราก็ไม่อาจประเมินความแข็งแรงได้ การตรวจสุขภาพจะเป็นตัวช่วยประเมินว่า เรามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางโรค หรืออาจจะพบโรคที่กำลังก่อตัว ดังนั้นการตรวจสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะยิ่งรู้ปัญหาหรือพบเจอโรคต่างๆ ได้เร็วเท่าไหร่ ก็เท่ากับเปอร์เซ็นต์ของการหายจากโรคนั้นมีมากขึ้นด้วย
เพราะการตรวจสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของวัย
การตรวจสุขภาพนั้นไม่ใช่เรื่องสำหรับคนอายุเยอะหรือผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วการตรวจสุขภาพไม่ได้จำกัดที่ช่วงวัย ถึงเเม้จะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  ก็ตามดังนั้นควรต้องเลือกการตรวจให้เหมาะสมกับเพศและวัยเท่านั้นเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่เเข็งเเรง
ตรวจสุขภาพแบบเวิร์คๆ ต้องเคลียร์ตามนี้
การตรวจสุขภาพที่ดี ควรเป็นการตรวจที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาและความเสี่ยงในด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล ไม่ใช่แค่การตรวจหาความเสี่ยงของโรคร้ายแรงอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากการตรวจแล้ว ควรจะมีการแนะนำให้ผู้รับการตรวจทราบถึงความเสี่ยง และแนวทางในการปฎิบัติตัวเพื่อการมีสุขภาพดี และการปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตให้อยู่แบบไม่ประมาทด้วย
ตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐาน มักตรวจอะไรบ้าง?
Complete Blood Count (CBC) ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด คือ การตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดง รูปร่างของเม็ดเลือดแดงเพื่อบ่งชี้ภาวะของโลหิตจาง และการตรวจนับเม็ดเลือดขาวเพื่อดูการติดเชื้อและภูมิต้านทานของร่างกาย รวมถึงการตรวจเกล็ดเลือดเพื่อดูความสามารถในการแข็งตัวของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
Glucose การตรวจวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด เพื่อทำการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
Hemoglobin A1C การตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน และประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลของผู้เป็นเบาหวาน
Total Cholesterol การตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างสมบูรณ์ของระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง และโรคความดันโลหิตสูง แบ่งเป็น
HDL-Cholesterol ไขมันชนิดดี ทำหน้าที่ป้องกัน LDL และ Cholesterol ไปสะสมที่เส้นเลือด
LDL-Cholesterol ไขมันชนิดไม่ดี ทำหน้าที่ควบคุมระดับไขมันในเลือด เพื่อป้องกันการเกิดเส้นเลือดหัวใจตีบ
Triglyceride ไตรกลีเซอไรด์ ได้จากการสังเคราะห์ที่ตับ สาเหตุที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง ได้แก่ ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป
High Sensitivity C-Reactive Protein คือ การตรวจเพื่อบอกถึงค่าความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ สามารถตรวจหาอัตราเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจได้ดียิ่งขึ้น การตรวจ hsCRP เป็นการตรวจหาระดับโปรตีนที่มีชื่อว่า C-reactive Protein (ซี-รีแอคทีฟโปรตีน) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีอยู่ในเลือดของเรา แต่ละคนมีระดับ CRP ไม่เท่ากัน หากเซลล์อักเสบอย่างต่อเนื่องระดับ CRP ก็จะสูงตาม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและพัฒนาไปสู่โรคร้ายหลายๆ ชนิดได้ เช่น มะเร็ง การเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในที่สุด
Uric Acid คือ การตรวจวัดระดับยูริคในเลือดที่สูงกว่ามาตรฐานของโรคเก๊าท์ โรคนิ่วในไต ส่วนสาเหตุที่ทำให้ระดับยูริคสูงขึ้น อาจเกิดจากพันธุกรรม หรือการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ผักบางชนิด เช่น แตงกวา หน่อไม้ฝรั่ง ยอดผัก
Blood Urea Nitrogen (BUN) คือ ตรวจการทำงานของไต วัดระดับปริมาณของเสียที่ปกติแล้วร่างกายจะขับออกไปได้ แต่หากคุณมีโรคไตจะทำให้มีการคั่งของ Creatinine ในร่างกาย ซึ่งเป็นสารที่บ่งบอกถึงคุณภาพการทำงานของไต
Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase (SGOT/AST) คือ ตรวจการทำงานของตับ เอนไซม์ที่พบได้จากเนื้อเยื่อของอวัยวะหลายชนิด ได้แก่ หัวใจ กล้ามเนื้อ สมอง ตับอ่อน ม้าม และไต ซึ่งจะสูงขึ้นผิดปกติเมื่อมีการบาดเจ็บหรือการอักเสบของอวัยวะอันเนื่องมาจากการรับประทานยาบาง ชนิด หรือการบาดเจ็บของกระดูก
การตรวจไวรัสตับอักเสบเอ บี และซี เพื่อตรวจหาความเสี่ยง หรือดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือยัง เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งตับในอนาคต
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ร่างกายของคนเรานั้นย่อมมีความเสื่อม และมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ มากมาย แม้ว่าเราจะเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนเพียงพอ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ หรือไม่มีพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพ แต่เราก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าสุขภาพของเราจะดีได้ตลอดไป เพราะนอกจากปัจจัยเหล่านี้แล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด มลภาวะ รวมไปถึงโรคทางพันธุกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่จะทำให้เราเป็นโรคอะไรก็ได้ทุกเมื่อ ดังนั้น การตรวจสุขภาพจึงมีความสำคัญในการคัดกรอง เพราะหากพบโรคเร็ว การรักษาก็จะได้ผลดีกว่าไปพบโรคในระยะรุนแรงหรือลุกลามไปมากแล้ว

sexy gaming

10 ขนมกินเล่นที่เหมาะกับผู้สูงวัยที่สุด

พออายุเลยเลข 4 ขึ้นมาเเล้ว เวลาที่จะรับประทานอะไรก็ต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพตลอดว่าที่รับประทานเข้าไปนั้นจะ ดีต่อร่างกาย หรือไม่ ส่งผลเสียอะไรบ้างไหม เพราะในช่วงอายุนี้ คงไม่มีใครอยากตามใจปากแล้วต้องมาป่วยทีหลังเป็นแน่ เราเลยขอแนะนำ 10 สเเน็คที่เฮลท์ตี้ ดีต่อสุขภาพ รับประทานแล้วสบายใจได้
หนึ่งในซูเปอร์ฟู้ด (Superfood)ที่ดีต่อสุขภาพเต็มไปด้วยไขมันดี ช่วยชะลอริ้วรอย บำรุงประสาท ดีต่อร่างกาย และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

อุดมไปด้วยแคลเซียมที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและฟัน ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ป้องกันกระดูกเปราะ

กล้วยเต็มไปด้วยประโยชน์ทั้งโพแทสเซียม กากใยอาหาร ที่ให้พลังงาน แล้วบวกกับน้ำผึ้งที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร จึงเต็มไปด้วยประโยชน์ (แต่ควรกินครั้งละไม่เกิน 2-3 ชิ้น)

ใส่น้ำตาลเพียงเล็กน้อย แล้วใส่นมสดไขมันต่ำลงไปแทน ก็เป็นขนมที่กินแล้วเพิ่มความสดชื่น แก้อาการร้อนใน แถมยังได้โปรตีน และเเคลเซียมจากนมด้วย

ในเมล็ดทานตะวันเต็มไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมาก จึงช่วยลดไขมันในหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด แล้วยังป้องกันการอุดตันของเส้นเลือดในหัวใจได้ เพราะมีสังกะสี เหล็กฟอสฟอรัส แคลเซียม ใยอาหาร โปรตีน และวิตามินอีกหลากหลายชนิด

จะนำไปต้มน้ำตาล หรือจะกินแบบอบกรอบก็มีคุณค่า และประโยชน์ไม่แพ้กัน ถึงจะเป็นธัญญพืชประเภทคาร์โบไฮเดรตก็ตาม แต่ก็เต็มไปด้วยเส้นใย และมีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูก บำรุงสมอง ช่วยย่อยอาหาร และช่วยลดคอเลสเตอรอล ควรเลือกแบบที่มีปริมาณช็อคโกแลต 70 % ขึ้นไป ในช็อคโกแล็ตมีสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยให้สมองแล่น หัวใจเเข็งแรงบำรุงสมอง อารมณ์ดี และช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ แต่ทั้งหมดนี้ควรรับประทานครั้งละไม่เกิน 2 ตารางนิ้ว
เลือกแบบที่อบโดยไม่ใส่น้ำตาลจะเป็นสตรอเบอรี่อบแห้ง สัปปะรดอบแห้ง หรือจะเป็นพวกบลูเบอร์รี เชอรี่ แต่ควรกินครั้งละไม่เกิน 1 กำมือ

แช่เย็นไว้แล้วกินสดๆ เลยดีกับสุขภาพมาก ทั้งช่วยต้านอนุมูลอิสระ และชะลอความแก่ กินเป็นประจำยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งและหัวใจได้ แถมยังเต็มไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ต่างๆ เต็มไปหมด รวมถึงสารไลโคปีนที่ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์สมอง แครกเกอร์กรุบกรอบ ทาเเยมจะเป็นรสชาติใดก็ได้ตามชอบแต่จะต้องไม่มีน้ำตาลนะ ก็ช่วยให้หายหิวในระหว่างวันพร้อมเติมพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต และวิตามินจากแยมผลไม้

sexy gaming

สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง (VASCULAR DEMENTIA)

ไม่ว่าจะเป็นหลอด เลือดสมองแตก ตีบ ตัน เมื่อเวลาผ่านไปจะมีอาการ สมองเสื่อม ตามมาโดยอาจเกิดหลังจากโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่ 3 เดือนไปจนถึง 9 ปี โรคสมองเสื่อม หลายคนมักจะนึกถึงแต่โรคอัลไซเมอร์เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว รู้ไหมว่า โรคสมองเสื่อมเกิดจากภาวะของโรคหลอดเลือดสมองได้เหมือนกันซึ่งจะเรียกว่า สมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง มีการศึกษาอุบัติการณ์ของโรคสมองเสื่อมตามหลังโรคหลอดเลือดสมองในประชากรไทย พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุการเกิดโรค สมองเสื่อม หลังโรคหลอดเลือดสมอง

• หลอด เลือดสมองแตก : อาจเกิดจากผนังหลอดเลือดเปราะบาง หรือยืดหยุ่นไม่เพียงพอ หรือเรียกว่าหลอดเลือดแข็งตัว เมื่อเกิดแรงดันที่ผิดปกติ เช่น ความดันเลือดสูง ทำให้ผนังหลอดเลือดส่วนที่ไม่แข็งแรงเกิดปริแตก เลือดออกในสมอง ส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองส่วนนั้นๆ ถูกทำลาย หรืออีกสาเหตุคือเกิดอุบัติเหตุกระทบกระเทือนศีรษะอย่างรุนแรงจนเลือดออกในสมอง ในกรณีหลอดเลือดสมองแตกนี้ มักจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อนำเลือดที่คั่งในสมองออกอย่างรวดเร็วที่สุด
ทั้งนี้ เมื่อเกิดภาวะหลอดเลือดสมองแตก ตีบ หรือตันแล้ว แม้ว่าจะได้รับการรักษาเร็วหรือช้า ก็อาจทำให้เนื้อสมองบางส่วนถูกทำลายไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงพบว่าหลังการรักษาโรคหลอดเลือดสมองประมาณ 3 เดือน มักจะพบว่าผู้ป่วยเริ่มมีภาวะสมองเสื่อมตามมา โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการฟื้นฟูสมองอย่างเต็มที่และปล่อยไว้ อาการสมองเสื่อมจะยิ่งแย่ลง
การเกิดโรคสมองเสื่อมตามหลังโรคหลอดเลือดสมองนั้น เกิดจากผู้ป่วยมีอาการโรคหลอดเลือดสมองขึ้นก่อน โดยแบ่งได้เป็น หลอดเลือดสมองตีบหรือตัน กับหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งมีสาเหตุดังนี้
• หลอดเลือดสมองตีบหรือตัน : เกิดจากผนังหลอดเลือดในสมองตีบ เพราะมีก้อนไขมันพอกหนาสะสม จนเลือดไหลผ่านไม่ได้หรือผ่านได้น้อย ทำให้เลือดไม่ไหลไปเลี้ยงสมองหรือไปเลี้ยงไม่พอ เมื่อสมองขาดเลือดก็จะหยุดทำงานและเกิดความเสียหายบางส่วน ซึ่งภาวะหลอดเลือดสมองตีบนี้จะเกิดขึ้นแบบช้าๆ และสะสม อาจทำให้ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดไม่ทันสังเกตความผิดปกติ หรือในอีกกรณีคือหลอดเลือดสมองอุดตัน เพราะมีลิ่มเลือดจากส่วนอื่นๆ ไหลไปปิดกั้นทางเดินของหลองเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือดแบบฉับพลัน อาจเกิดอาการที่เห็นได้ชัดเจนคือ แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือทรงตัวไม่ได้ ในกรณีนี้หากไม่ได้รับการรักษาโดยให้ยาละลายลิ่มเลือด หรือผ่าตัดลากเอาก้อนเลือดออกภายในเวลา 4.5 ชั่วโมง อาจทำให้สมองบางส่วนเสียหาย และเกิดภาวะอัมพฤกษ์อัมพาต

อาการโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองที่สังเกตได้
• มีอารมณ์กระสับกระส่าย ไม่คงที่ หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
• เคลื่อนไหวช้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง
• ถามคำถามเดิมซ้ำๆ หรือไม่สามารถตอบคำถามง่ายๆ ได้ ต้องใช้เวลานานในการตอบคำถาม
• จำสถานที่ต่างๆ ในบ้านไม่ได้ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว
• จำวันเวลาไม่ได้ เช่น วัน เดือน ปี
วิธีการรักษาโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง ในขั้นแรกต้องเน้นไปที่การรักษาและป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ คือป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองขึ้นอีก เช่น รักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเส้นเลือด รวมถึงป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ในส่วนของการรักษาภาวะสมองเสื่อมนั้นสามารถบรรเทาอาการโดยการทานยาเพื่อรักษา อาจเป็นยาประเภทเดียวกับยาที่ใช้ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ และอาจมีการให้ยาที่ออกฤทธิ์ทางจิตประสาท ในรายที่มีอาการประสาทหลอน สับสน หลงผิด ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่มีส่วนในการรักษาโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองก็คือ คนใกล้ชิด และบุคคลในครอบครัว ที่ต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่ผู้ป่วยเป็น เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นปกติมากที่สุด

การรักษาฟื้นฟูสมองได้อย่างไร
นอกจากการใช้ยารักษาแล้ว อีกสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคสมองเลื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองมีอาการดีขึ้นได้คือ การฟื้นฟูสมองด้วยการบริหารสมองในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยเป็นผู้สูงวัย เช่น การฝึกความจำ ฝึกการพูด อ่าน เขียน การฝึกคิดเลข ลองถามและตอบในเรื่องง่ายๆ เพื่อฟื้นฟูความจำในอดีตหรือเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ให้ผู้ป่วยได้ใช้สมองทุกๆ วัน อย่างต่อเนื่อง หรืออีกสิ่งที่สำคัญคือการต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและไม่เบื่อและท้อแท้

sexy gaming

มีลูกยากอย่าเพิ่งหมดหวัง! “ตรวจหาสาเหตุการมีบุตรยาก” ช่วยได้

มีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับปัญหาที่ว่าผู้หญิงจะเป็น ไส้เลื่อน ได้ หรือไม่? คำตอบคือ “ได้” ไส้เลื่อน มีหลายแบบ สำหรับไส้เลื่อนในผู้หญิงมักพบไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ และอาการของไส้เลื่อนที่ขาหนีบนั้น สามารถเป็นได้ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ทุกช่วงวัยเลยทีเดียว หากคุณผู้หญิงมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณขาหนีบ และสงสัยว่าจะเป็นไส้เลื่อนขาหนีบ ควรให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียดว่าไส้เลื่อนมีขนาดใหญ่ หรือไม่ เพราะหากมีขนาดใหญ่ และทิ้งเอาไว้ลำไส้ส่วนที่ไหลเลื่อนลงมาบริเวณขาหนีบจะไม่สามารถไหลกลับเข้าไปในช่องท้อง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากขึ้น ในบางกรณีอาจต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉินได้
โรคไส้เลื่อนในผู้หญิง และผู้ชาย มีสาเหตุการเกิดโรคเหมือนกันหรือไม่?
ไส้เลื่อน คือภาวะที่มีลำไส้บางส่วนไหลเลื่อนออกมาตุงอยู่ที่ผนังหน้าท้อง ทำให้เห็นเป็นก้อนบวมตรงบริเวณใดบริเวณหนึ่งของผนังหน้าท้อง สังเกตอาการได้จากการเริ่มปวดตุงบริเวณขาหนีบ เริ่มมีก้อนแข็งโผล่ออกที่ขาหนีบ และเลื่อนมาที่ลูกอัณฑะในผู้ชาย ส่วนกรณีไส้เลื่อนในผู้หญิงมักพบก้อนแข็งของไส้เลื่อนมาข้างๆ อวัยวะเพศ ไส้เลื่อนนั้นมีอยู่หลายชนิดที่พบบ่อย ได้แก่ ไส้เลื่อนที่สะดือ ไส้เลื่อนที่ขาหนีบในผู้หญิง และไส้เลื่อนที่เกิดหลังการผ่าตัด สาเหตุของโรคไม่ต่างกัน คือการเบ่งถ่ายบ่อยครั้ง หรือเพิ่มความดันในช่องท้องเรื้อรัง เช่น ยกของหนัก ต้องเบ่งท้องผูกเป็นประจำ หรือมีอาการไอเรื้อรัง สามารถเห็นเป็นก้อนตุง มีส่วนน้อยที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติภายหลัง เช่น แผลผ่าตัดที่หน้าท้อง
ไส้เลื่อนในผู้หญิง ป้องกันรักษาอย่างไร?
ยังไม่มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดไส้เลื่อนขึ้น แต่ช่วยไม่ให้โรครุนแรงขึ้นได้ด้วยการผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อพบก้อนแข็งของไส้เลื่อนลงมาข้างๆ อวัยวะเพศ ควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่าใช่อาการของไส้เลื่อน หรือไม่ หากใช่ให้รีบทำการรักษา โดยจะใช้วิธีการผ่าตัดได้วิธีเดียว ไม่สามารถรับประทานยาเพื่อให้ไส้เลื่อนกลับเข้าไปได้ และหากปล่อยทิ้งไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อนของไส้เลื่อน อาการเจ็บปวดที่ท้องจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบันการผ่าตัดรักษาโรคไส้เลื่อนมี 2 วิธี คือ
การผ่าตัดเปิด แพทย์จะเลือกผ่าตัดในกรณีไส้ที่เลื่อนลงขาหนีบมีขนาดใหญ่มาก
การผ่าตัดส่องกล้องแพทย์ จะเลือกใช้เมื่อไส้ที่เลือนลงมามีขนาดไม่ใหญ่มาก ซึ่งข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้อง คือแผลมีขนาดเล็ก ผู้ป่วยจึงเจ็บตัวน้อยลง และฟื้นตัวได้เร็ว ลดระยะการนอนโรงพยาบาล เพียง 1 คืน ก็สามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ
การผ่าตัดผ่านกล้องสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติภายใน 1 สัปดาห์ แต่การผ่าตัดแบบเปิดจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน
ขั้นตอนการรักษา เป็นอย่างไร
โดยทั่วไปการผ่าตัดทั้ง 2 วิธีนั้น แพทย์จะใช้ตาข่ายสังเคราะห์เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ไม่ตึง เจ็บน้อย แต่ตาข่ายพิเศษนี้กว่าที่จะสมานกับร่างกายจนแข็งแรงต้องใช้เวลา 3 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวหลังผ่าตัด ผู้ป่วยไม่ควรยกของหนักเลย ไม่ควรเพิ่มความดันในช่องท้อง ไม่เช่นนั้นอาจเป็นซ้ำได้ สิ่งที่ทราบอีกประการ คือผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคไส้เลื่อน 1 ข้าง จะมีโอกาสเป็นอีก 1 ข้างมากกว่าคนปกติ นอกจากนี้ ในภาวะอ้วนของคนที่อ้วนลงพุง จะทำให้เนื้อเยื่อ หรือเยื่อที่กั้นลำไส้อ่อนแอมากกว่าคนที่ไม่อ้วน โดยเฉพาะไส้เลื่อนที่สะดือ มักพบในคนที่อ้วนลงพุงทั้งผู้ชาย และผู้หญิง

sexy gaming