เมื่อลูกน้อย ต้องนอนโรงพยาบาล

เมื่อใดที่ลูกน้อยต้อง นอนโรงพยาบาล พ่อแม่ทุกคนต่างกังวลในเรื่องอาการป่วย การนอนพักผ่อน การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารของเด็กที่พ่อแม่จะกังวลกลัวเด็กไม่อยากรับประทาน ด้วยรูปแบบ และลักษณะอาหารที่ถูกหลักของโรงพยาบาลอาจไม่โดนใจคุณหนูๆ แต่ในวันนี้ความกังวลด้านโภชนาการอาหารของทุกคนจะหมดไป เพราะทีมนักกำหนดอาหารของโรงพยาบาล ตระหนักถึงความสำคัญในคุณค่าทางโภชนาการ ที่ต้องมาพร้อมรูปแบบ และองค์ประกอบต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นให้หนูน้อยมีความสุขกับการรับประทานอาหาร เราจึงปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของเด็กๆ
สิ่งสำคัญสูงสุดของอาหารสำหรับเด็กที่นอนโรงพยาบาล คือต้องถูกหลักโภชนาการครบ 5 หมู่ เหมาะกับวัย อ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย ไม่เผ็ด รสไม่จัด ไม่หมักดอง และเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งทีมนักกำหนดอาหารยึดหลักสำคัญต่างๆ เหล่านี้อย่างเคร่งครัด และในขณะเดียวกันได้เพิ่มความใส่ใจเพื่อกระตุ้นความสุขให้กับเด็กๆ ด้านอื่นด้วย ทั้งรสชาติ และสีสันสดใส ดึงดูดน่ารับประทาน เช่น การจัดวางให้เป็นรูปทรงต่างๆ อาทิ ข้าวผัด นำมากดใส่พิมพ์เป็นรูปการ์ตูน ตกแต่งด้วยการนำอาหารมาจัดเป็นเส้นผม ตา จมูก ปาก แก้ม หรือรูปดอกไม้ ดาว เป็นต้น
ซึ่งในแต่ละมื้อจะเปลี่ยนรูปแบบไปตามความเหมาะสม ภาชนะที่ใช้ก็มีความสำคัญ โดยนำภาชนะลวดลายน่ารักแบบต่างๆ มาใส่อาหารแทนชุดอาหารแบบปกติ ในการปรุงอาหารสำหรับเด็กแต่ละคน เจ้าหน้าที่จะทราบรายละเอียดว่าเป็นเด็กหญิง หรือเด็กชาย จึงสามารถเลือกลวดลายให้เหมาะสม ในเด็กหญิงอาจเน้นชุดถาดเป็นสีหวานๆ เด็กชายก็เป็นลายการ์ตูนที่ชื่นชอบ เป็นต้น
นอกจากดูแลเรื่องโภชนาการสำหรับเด็กที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เรายังมีส่วนให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในเรื่องโภชนาการที่เด็กควรได้รับในแต่ละวัน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่แนะนำแก่คุณพ่อ คุณแม่คือ เรื่องคุณค่าทางอาหารที่เด็กต้องได้รับอย่างครบถ้วน ผสมผสานกับความดึงดูดของรูปร่างหน้าตาอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กอยากรับประทาน เช่น ทำแซนวิชไส้ต่างๆ ที่มีประโยชน์ ทำอาหารคำเล็กๆ ใส่ลูกเล่นแบบคานาเป้ ดัดแปลงผักให้มีหน้าตาน่ารับประทาน หลีกเลี่ยงไม่ให้รับประทานขนม กรุบกรอบ น้ำอัดลม ซึ่งไม่มีประโยชน์และยิ่งทำให้เด็กอิ่ม ไม่อยากรับประทานอาหาร กระบวนการทำงานของทีมนักกำหนดอาหาร ต้องมีความสะอาดทั้งผู้จัดทำ วัตถุดิบ ภาชนะ และการปรับเปลี่ยนเมนูอย่างต่อเนื่อง เพื่อคัดสรรสิ่งที่มีประโยชน์ในรูปแบบที่แปลกตา เพื่อให้เด็กทุกคนมีความสุขกับอาหารในแต่ละมื้อ และทานอาหารได้มากขึ้น ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง มีพลังต่อสู้กับโรคต่างๆ เมื่อร่างกายแข็งแรง ผนวกกับการดูแลรักษาจากแพทย์ ก็จะช่วยให้เด็กกลับมามีสุขภาพที่ดีในเร็ววัน

sexy gaming

ขาโก่ง เท้าปุก เท้าแบน

ขาโก่ง เท้าปุก
“ขา” ของเด็กเล็กปกติจะไม่ตรงในลักษณะเดียวกับผู้ใหญ่ ยิ่งมองด้วยตาจะคล้ายขาโก่ง ซึ่งเกิดจากการโก่งของกระดูกเข่า มักพบในเด็กวัย 2 ปีแรก
และอีกสาเหตุคือ กระดูกขาส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นกระดูกเท้า กระดูกหน้าแข้ง หรือกระดูกท่อนขาท่อนใดท่อนหนึ่ง หรือทั้ง 3 ท่อน มีลักษณะบิดเข้าด้านใน เวลานอนเหยียดขาก็จะมีช่องอยู่ตรงกลางระหว่างขา ทำให้มองดูคล้ายโก่ง ถ้าเด็กขาโก่งตามพัฒนาการของเด็กปกติ มักจะเป็นตั้งแต่เกิดและขาทั้งสองข้างจะโก่งเท่าๆ กัน คือ ถ้าเห็นขาซ้ายโก่งขาขวาก็ต้องโก่ง จากนั้นก็ให้คุณแม่คอยสังเกตต่อไปเรื่อยๆ เมื่อลูกเริ่มโตขาจะดีขึ้นช้าๆ แต่ปัญหา คือ พ่อแม่อยู่กับลูกทุกวันจึงไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนไป แต่ละปีขาเด็กจะมีพัฒนาการดีขึ้น จนกระทั่งอายุ 2 ปี ขาก็จะตรงเหมือนขาผู้ใหญ่ ถ้าหากเด็กขาโก่งเพราะโรคกระดูก ก็มักจะมีสัดส่วนของร่างกายส่วนอื่นผิดปกติด้วย
เท้าแบน
เท้าแบน หรือเรียกอีกอย่าง คือ เท้าแป พบได้มากในเด็กทารกทั่วไป เกิดจากในระหว่างที่ทารกอยู่ในครรภ์ ฝ่าเท้าอาจบิดไปบิดมาจากท่าทางของทารกที่ประคับประคองบีบรัดโดยมดลูก ทำให้ฝ่าเท้าเกออกนอกลำตัว หรือบิดเข้าหาตัวมากเกินไป เมื่อคลอดออกมาลักษณะของเท้าจะกลับคืนสู่ปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไป ภายในช่วง 5 สัปดาห์หลังคลอดก่อนเด็กเดินได้ฝ่าเท้าจะแบนราบไม่มีอุ้งเท้าอย่างที่เห็นในเด็กโต ในช่วงที่เด็กเริ่มหัดเดินจะเห็นว่าขาทั้งสองข้างและฝ่าเท้าทั้งสองถ่างออกกว้าง น้ำหนักตัวอาจตกลงมาทางด้านในของฝ่าเท้าแบนเมื่อเด็กอายุมากขึ้น เด็กเดินได้เก่งขึ้น การยืน การเดินทำได้ตรงและถนัด และเท้าทั้งสองข้างจะเข้ามาชิดกัน แนวน้ำหนักตัวจะตกลงไปตามแกนของกระดูกขาและลงไปทางด้านนอกของฝ่าเท้า ช่วงนี้จะเห็นว่าเด็กมีการเจริญเติบโตที่เป็นปกติและเริ่มมีอุ้งเท้าเกิดขึ้น
เท้าแบนนั้นอาจเป็นพันธุกรรม ถ้าอายุเกิน 3 ขวบแล้วฝ่าเท้ายังแบนอยู่ถือว่าเป็นความผิดปกติและควรรีบไปรักษา อาการที่จะเกิดขึ้น คือ การปวดเมื่อยน่องในตอนเย็น หรือค่ำๆ หรือตอนกลางคืนเด็กอาจลุกขึ้นมาร้องไห้ด้วยอาการปวดน่อง หรือมีอาการกล้ามเนื้อเกร็ง ส่วนใหญ่เด็กที่ฝ่าเท้าแบนไม่ชอบวิ่งเล่นหรือออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างเด็กปกติทั่วไปเพราะจะรู้สึกปวดเมื่อยน่องเร็วกว่าปกติ แม้แต่การเล่นกีฬาบางอย่างก็ไม่สามารถสู้เพื่อนได้ จะเห็นว่าเด็กที่มีฝ่าเท้าแบน มีลักษณะของมืออ่อน เท้าอ่อน
การแก้ไขเท้าแบน เมื่อเด็กอายุได้ 3 ขวบไปแล้วถ้าเท้ายังแบนมากควรพาไปพบแพทย์ กรณีเด็กอายุ 10-15 ปีที่เท้าแบน อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เอ็นร้อยหวายตึง โรคข้ออักเสบ หรือเกิดจากการติดเชื้อของโรคข้ออักเสบพวกรูมาตอยด์ หรือในบางรายอาจเกิดจากกระดูกผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด คือ กระดูกของเท้าติดกันจะทำให้เท้าแบน
โรคเท้าปุก
โรค เท้าปุก ถือว่าเป็นโรคที่สามารถรักษาได้ผลดี หากได้รับการรักษาตั้งแต่อายุยังน้อยๆ สามารถดัดเท้าให้เข้ารูปร่างใกล้เคียงปกติได้ตั้งแต่แรกเกิด สาเหตุยังไม่ทราบที่ชัดเจน เท้าปุกมี 2 แบบ คือ
แบบที่ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งสามารถแยกย่อยเป็นเท้าที่มีลักษณะแข็ง ไม่สามารถดัดให้กลับมาอยู่ในรูปร่างปกติได้ และแบบเท้าอ่อนสามารถจัดให้เข้ารูปได้
เท้าปุกที่เป็นผลจากโรค หรือความผิดปกติบางอย่างที่จะพบในส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วยได้ เช่น โรคเยื่อหุ้มข้อแข็งติด หรือเกิดจากการรัดของเยื่อหุ้มรก หรือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท
การรักษาให้ได้ผลดีต้องทำรักษาตั้งแต่แรกคลอด โดยการดัดเท้าให้กลับคืนสู่รูปร่างปกติ และควบคุมด้วยเฝือกทำการดัดและเปลี่ยนเฝือกทุกๆ 1-2 สัปดาห์ จนได้เท้าที่มีรูปร่างดีขึ้น ถ้าไม่หายอาจมีการผ่าตัด ถ้าดัดดึงจนหายดี ระยะนี้แพทย์จะให้ใส่รองเท้าพิเศษจนถึงอายุ 5-7 ขวบ การผ่าตัดควรพิจารณาในกลุ่มที่เป็นเท้าแข็งมากจนดัดไม่ได้

sexy gaming

9 เรื่องความปลอดภัยที่ต้องระวัง…เมื่อมีผู้สูงวัยในบ้าน

เวลาที่มี ผู้สูงวัยในบ้าน เรายิ่งต้องเพิ่มความปลอดภัยให้มากขึ้น เพราะไม่อยากให้ปู่ย่า ตายายของเราเกิดอันตรายใดๆ ขึ้น
9 สิ่งนี้ คือสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
1.บริเวณห้องน้ำ
เพราะเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเวลาที่พื้นลื่น และยังเป็นช่วงเวลาที่ผู้สูงวัยต้องเข้าไปทำภารกิจส่วนตัวและอยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ตั้งแต่พื้นห้องน้ำที่ต้องเลือกกระเบื้องที่มีความฝืด หรือหากพื้นกระเบื้องลื่นก็ต้องหาที่ติดกันลื่นมาช่วยป้องกันอันตราย คอยให้คนดูแลตลอดเพื่อไม่ไห้พื้นเปียกซึ่งเสี่ยงต่อการลื่นหกล้มได้มาก ติดราวจับในส่วนของพื้นที่อาบน้ำ หรือมีเก้าอี้สำหรับนั่งอาบน้ำเพื่อความปลอดภัย บริเวณชักโครกก็อาจเพิ่มราวจับเวลาต้องลุกตัวขึ้น เป็นต้น
2.บันได
อีกหนึ่งจุดที่อันตราย เพราะอาจก้าวพลาดได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าต้องขึ้น-ลงทั้งวันก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้น ป้องกันด้วยการติดกันลื่นที่บันไดแต่ละก้าว มีราวจับสองด้านได้ยิ่งดี เผื่อเกิดอาการจะหกล้มจะได้คว้าได้ทัน
3.ห้องพระ
ผู้สูงอายุมักจะเข้าไปสวดมนต์เป็นประจำ และเสี่ยงอันตรายในเรื่องของการจุดธูปเทียนแล้วดับไม่สนิทจนอาจเกิดเพลิงไหม้ได้ อาจจะเปลี่ยนเป็นธูปเทียนไฟฟ้า และดึงปลั๊กไฟหลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว และต้องระวังเวลาลุกนั่งอาจจะหน้ามืดหรือวูบได้ง่ายๆ ให้ลองหาเก้าอี้มานั่งสวดมนต์แทนเพื่อความสะดวกและปลอดภัย
4.แสงสว่างที่เพียงพอในบ้าน
เพื่อช่วยในการมองเห็นง่าย และไม่ควรมีซอกหลืบในบ้านจนทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย หมั่นเปลี่ยนหลอดไฟเมื่อเสีย หรือเพิ่มแสงสว่างในบ้านหากไม่เพียงพอ โดยเฉพาะมุมตามทางเดินต่างๆ ที่ต้องผ่านทุกวัน ไฟหน้าบ้าน ยิ่งจุดไหนมีสเต็ปที่ต้องก้าวก็ยิ่งต้องระวัง หรือแม้แต่บริเวณสวนที่อาจมีสัตว์มีพิษแฝงตัวอยู่ เป็นต้น
5.หมั่นสังเกตุถ้าผู้สูงวัยหายไปนานผิดปกติ
หากหลับอยู่ในห้องนอนนานเกินไป เข้าห้องน้ำนานกว่าปกติ แม้แต่ไปเดินเล่นนอกบ้านเกินกว่าเวลาที่ควรจะเป็น เพราะหากเกิดอะไรขึ้นยังช่วยได้ทันเวลา เช่น หกล้ม เป็นลม หรือโรคประจำตัวกำเริบ
6.ติดกล้องวงจรปิดเพื่อเช็คความปลอดภัยในบ้าน
ถ้าหากเราต้องทำงานนอกบ้านหรือเดินทางบ่อยๆ แต่เป็นห่วงความปลอดภัยของ ผู้สูงวัยในบ้าน ก็ใช้วิธีติดกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของปู่ย่า ตายายในบ้าน ผ่านทางโทรศัพท์มือถือซึ่งสามารถเช็คได้เกือบทุกที่ ทุกเวลา
7.ของมีคมในบ้าน เก็บให้มิดชิด
บางทีด้วยความเผลอเรอ อาจจะหยิบคว้าและตกหล่นใส่ร่างกาย ทำให้เกิดบาดเจ็บได้ง่ายๆ ทางที่ดีควรเก็บในมุมที่มิดชิด อาจจะไม่ใช่จุดที่ผู้สูงอายุหยิบใช้บ่อยๆ
8.ของใช้ส่วนตัวของผู้สูงวัย อย่าวางในมุมเกินเอื้อม
พยายามเก็บของส่วนตัวที่ผู้สูงวัยต้องใช้เป็นประจำ ในจุดที่เขาสามารถหยิบเองได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องต่อบันได หรือใช้มือคว้าหรือเอื้อมสูงเกินไปจนทำให้เกิดอันตรายโดยคาดไม่ถึงได้
9.แยกของที่เป็นสารเคมีอันตราย ไว้ในตู้ที่เก็บมิดชิด
เพราะบางทีอาจเกิดความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือลักษณะขวดบรรจุภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกัน และวางปะปนกันจนทำให้เกิดความสับสน และอาจทำให้ผู้สูงวัยหยิบใช้ไปจนเกิดอันตรายได้ เพื่อความปลอดภัยขอให้แยกส่วนที่เป็นสารเคมีอันตรายไว้เลยจะดีที่สุด

sexy gaming

เมื่อผู้สูงอายุไม่ยอมทานข้าว ..กลุ้มใจทำอย่างไรดี

ผู้สูงอายุมี ความเปลี่ยนแปลง หลายอย่างในร่างกาย ซึ่งมีผลกระทบต่อการรับประทานอาหาร อาจทานได้น้อยลง ดังนั้น การจัดเตรียมอาหารโดยดัดแปลงให้เหมาะสม จะช่วยให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารได้ดีขึ้น และจะช่วยลดปัญหาทางโภชนาการของผู้สูงอายุได้ การดัดแปลงทำได้ง่ายๆ ดังนี้
ดัดแปลงลักษณะอาหาร ความเปลี่ยนของฟันทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนใช้ฟันชุดที่ 3 แล้วก็ตาม ดังนั้น อาหารของผู้สูงอายุจึงต้องทำให้อ่อน นุ่ม เคี้ยวได้ง่าย การหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เคี่ยวนานๆ เพื่อให้เปื่อย นุ่ม หรืออาจต้องบดให้ละเอียดถ้าจำเป็น เพื่อให้ผู้สูงอายุรับประทานได้สะดวก
ดัดแปลงรสชาติ อาหารไทยมีหลายรสชาติ เช่น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด และขม ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ต่อมรับรสเปลี่ยนแปลง ทำให้ความชื่นชอบรสชาติเปลี่ยนไปด้วย บางคนชอบอาหารที่มีรสหวานมากขึ้น บางคนชอบรสขมๆ ทั้งที่ในวัยหนุ่มสาวไม่ชอบ ดังนั้น การจัดเตรียมอาหารจึงจำเป็นต้องดัดแปลงรสชาติให้เป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจัดอาหารที่มีรสจัด หรือมีเครื่องเทศมากให้แก่ผู้สูงอายุเพราะจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายได้
ดัดแปลงด้านปริมาณ ผู้สูงอายุบางคนเจริญอาหารเหมือนคนทั่วไป แต่ควรควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานด้วย เพื่อป้องกันมิให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ควรรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ในกรณีที่รับประทานอาหารได้น้อย ควรเพิ่มมื้ออาหาร หรือแบ่งเป็นหลายๆ มื้อในปริมาณไม่มากนักจะช่วยให้รับประทานอาหารได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการบริโภคนิสัยของผู้สูงอายุแต่ละท่านด้วย
จะเห็นได้ว่า การดัดแปลงอาหารสำหรับผู้สูงอายุทำได้ไม่ยาก เพียงแต่คอยสังเกตการรับประทานอาหาร เพื่อให้ทราบถึงความชอบหรือไม่ชอบ และพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ชอบ และทำอาหารที่ชอบให้รับประทาน เพียงเท่านี้ ก็สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อร่างกายแล้ว

sexy gaming

5 สิ่งต้องระวัง เมื่อผู้สูงอายุที่บ้านนอนติดเตียง

อาการ “ นอนติดเตียง ” สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีสุขภาพร่างกายอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม จนต้องนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียวตลอดเวลาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ บางรายอาจจะพอขยับร่างกายบางส่วนได้บ้างเคลื่อนไหวได้ หรือบางรายอาจไม่รู้สึกตัวเลย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยมีอาการ นอนติดเตียง มักเกิดจากโรค อุบัติเหตุ รวมถึงจากการผ่าตัดใหญ่ สิ่งที่ตามมาจากภาวะการนอนติดเตียง คือผลข้างเคียงที่นำพาไปสู่การเสียชีวิต เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดแผลกดทับ การขาดอาหารอย่างรุนแรง เป็นต้น ดังนั้น การดูแลผู้สูงอายุที่นอนติดเตียง จึงจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้อง
เป้าหมายการดูแล ฟื้นฟูผู้ป่วยติดเตียง
ขั้นตอนการดูแลหลักๆ ในกรณีผู้ป่วยนอนติดเตียงมี 3 ข้อ โดยให้ความสำคัญในส่วนของผู้ดูแล เพื่อปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยได้ถูกต้อง
1.เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุด ไม่มีแผลกดทับ ลดการติดเชื้อ ลดอาการข้อติด ไม่ขาดสารอาหาร มีความสะอาด การขับถ่ายถูกหลักอนามัย
2.ลดภาระการนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล เพราะการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในแต่ละครั้ง มีเรื่องค่าใช้จ่ายรวมถึงมีอุปสรรคในการเคลื่อนย้าย
3.ลดภาระของผู้ดูแลให้น้อยที่สุด คือพยายามให้ผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุร่วมมือกับผู้ดูแลในการขยับ หรือยกส่วนต่างๆ ของตัวผู้สูงอายุเอง
ปัจจัยเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง เมื่อผู้สูงอายุนอนติดเตียง
1.แผลกดทับจากการนอนนิ่งๆ เป็นเวลานาน
สาเหตุการเกิดแผลกดทับ คือการที่ผู้ป่วยนอนนานๆ บริเวณที่เป็นปุ่มกระดูกต่างๆ เหล่านี้จะขาดเลือดมาเลี้ยงที่ผิวหนัง จึงทำให้เซลล์บางตัวตายจนเป็นแผลไปเรื่อยๆ สามารถเกิดขึ้นได้หลายจุด เช่น ท้ายทอย สะบัก ศอก สะโพก กระดูกก้นกบ ส้นเท้า เป็นต้น ในระยะแรกอาจเกิดอาการลอกแค่ที่ผิว แต่พอนานวันเข้าก็อาจจะลอกไปจนถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรืออาจจะถึงชั้นกระดูก และเมื่อร่างกายปราศจากผิวหนังซึ่งทำหน้าที่ปกคลุมเเล้ว โอกาสเกิดการติดเชื้อจึงมีมากขึ้น และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้
การป้องกัน และหลีกเลี่ยงการเกิดแผลกดทับ ผู้ป่วยนอนติดเตียงที่ไม่สามารถพลิกตัวเองได้เองจึงเป็นหน้าที่ของผู้ดูแล ควรพลิกตัวผู้ป่วยทุกๆ 2 ชั่วโมง พร้อมเปลี่ยนท่าในการนอนใหม่ เช่น นอนหงาย นอนตะแคงสลับกันไป หลีกเลี่ยงความยับย่นของเสื้อผ้า โดยประเมินจากสภาพผิวหนัง และการทำความสะอาดผิวหนัง ไม่ควรให้เปียกชื้น ควรมีอุปกรณ์เสริมเพื่อลดแรงกดทับ เช่น ฟองน้ำ ที่นอนลม หมอนผ้านุ่มๆ เจลรองปุ่มกระดูก
2.ภาวะกลืนลำบาก
สาเหตุของภาวะกลืนลําบากที่พบได้บ่อย คือความผิดปกติทางช่องปาก และคอหอยในผู้สูงอายุ คือโรคหลอดเลือดสมอง และภาวะสมองเสื่อม ซึ่งภาวะกลืนลำบาก มีความเสี่ยงต่อการลำลักในขณะรับประทานอาหาร อาจทำให้ปอดเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ เพราะเศษอาหารหลุดเข้าไปที่หลอดลม และที่แย่ไปกว่านั้น คือเศษอาหารชิ้นใหญ่อาจเข้าไปอุดหลอดลมได้ ดังนั้น ผู้ดูแลควรปรับเตียง 45-90 องศา จับลุก นั่งบนเตียง โดยใช้หมอนช่วยดันหลังให้ทรงตัว นอกจากนี้ ควรปรับอาหารให้เหมาะสม
การปรับอาหาร (Dietary modification) เป็นวิธีการรักษาที่มีความสําคัญ อาจเริ่มจากการให้อาหารข้น แต่ในปริมาณน้อยก่อน เช่น โจ๊กปั่น เพื่อดูว่าผู้ป่วยที่นอนติดเตียงสามารถกลืนได้หรือไม่ รวมถึงไม่รีบป้อนอาหาร ควรก้มคอกลืนอาหารที่ป้อน ห้ามแหงนคอไปข้างหลัง และหยุดป้อน หากมีอาการสำลักทันที
3.ความสะอาด
การชำระล้างร่างกาย และการขับถ่าย เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ดูแลไม่ควรละเลย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการใส่สายสวนปัสสาวะเข้าไปภายในร่างกาย เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อได้ง่าย ดังนั้น ผู้ดูแลควรเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะให้ผู้ป่วยเป็นประจำทุก 2 – 4 สัปดาห์ และทำความสะอาดสายด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ ทุกครั้ง หากพบว่าปัสสาวะของผู้ป่วยมีสีขุ่น ข้น หรือปัสสาวะไม่ออก ควรรีบพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที หมั่นดูแลความสะอาดในการขับถ่าย เพื่อป้องกันการรับเชื้อต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งการดูแลช่องปาก และฟัน
การดูแลสุขภาพช่องปาก (oral hygiene) มีส่วนสําคัญสําหรับการรักษาภาวะอาการกลืนลําบากซึ่งมักถูกมองข้าม การดูแลสุขภาพช่องปากจะช่วยลดการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการสําลัก ทําได้โดยพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อลดอาการปากแห้ง ผู้ที่บ้วนปากไม่ได้ควรเช็ดทําความสะอาดช่องปากและลิ้นหลังอาหารทุกมื้อ ดูแลเอาอาหารที่ค้างภายในช่องปากออกให้หมด รวมถึงเฝ้าระวังการเกิดเชื้อราในช่องปาก เป็นต้น
สภาพแวดล้อมของห้องนอน ควรจัดให้เหมาะสมกับการใช้งาน สะดวกต่อการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ทำความสะอาดให้อากาศถ่ายเทอยู่เสมอ
4.ภาวะสุขภาพจิต
ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง นอกจากจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพจากความเสื่อมถอยของร่างกายแล้ว ปัญหาด้านสภาพจิตใจก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผู้ดูแลจำเป็นต้องเอาใจใส่ เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีภาวะของโรคแตกต่างกัน แต่สิ่งที่คล้ายกัน คือความเบื่อหน่าย และความทุกข์ที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้ดูแลสามารถหากิจกรรมต่างๆ มาทำร่วมกับผู้ป่วย เพื่อผ่อนคลาย และลดความเศร้าลง ทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีได้ หรือผู้ดูแลควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในการดูแลผู้ป่วยอย่าง เหมาะสม และความปลอดภัย

sexy gaming

หมากรุกฝึกสมอง ลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์

“ภาวะสมองเสื่อม” เป็นโรคเรื้อรังที่พบมากในผู้สูงอายุ เป็นกลุ่มอาการจากความผิดปกติในการทำงานของสมองด้านความคิดและสติปัญญา ภาวะสมองเสื่อมมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของเซลล์ประสาทในสมอง และความผิดปกติจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่ส่งผลให้สมองทำหน้าที่ผิดปกติ และผลจากภาวะ สมองเสื่อม ทำให้มีอาการความจำเสื่อมเป็นอาการเด่น มีอาการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรม บุคลิกภาพ และอารมณ์ โดยอาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกิจกรรม“การบริหารสมอง” อย่างการเล่นหมากรุก ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้
หมากรุก กิจกรรมฝึกบริหารสมอง
หมากรุก เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่มีผู้เล่นจำนวนมาก นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพราะเล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกที่ ซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องใช้ไหวพริบ สมาธิ และความสามารถในการคิดเชิงกลยุทธ์ เพราะคนที่เล่นหมากรุกจะไม่วางแผนด้านเดียว จะต้องระมัดระวังการเดินของฝ่ายตรงข้ามก่อนที่จะเดินหมากแต่ละตัวด้วย ดังนั้น การเดินหมากแต่ละครั้งต้องคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะการเดินพลาดเพียง 1 ครั้ง อาจทำให้พ่ายแพ้ได้ ด้วยเหตุนี้ การเล่นหมากรุกถือเป็นกีฬาบริหารสมองชนิดหนึ่ง หากฝึกบริหารสมองอย่างสม่ำเสมอสามารถป้องกันสมองเสื่อมได้
6 ประโยชน์ แนะนำลูกหลานเล่นหมากรุกกับผู้สูงวัย
1.ได้ใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว สร้างความผูกพัน และความเข้าใจที่ดีต่อกัน
2.ช่วยฝึกสมอง ช่วยในเรื่องของความจำ ป้องกันโรคทางสมอง
3.ช่วยคลายเครียด ทำให้ไม่คิดฟุ้งซ่าน
4.คลายเหงา ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า
5.ช่วยฝึกสมาธิ ทำให้ใจเย็น คิดอย่างเป็นระบบ
6. รู้จักแพ้ รู้จักชนะ และการปล่อยวาง จากเกมหมากรุกที่เล่น
กรณีที่บางครอบครัวเล่นหมากรุกไม่เป็น อาจเลือกกิจกรรมอื่นที่คล้ายๆ กัน เช่น หมากล้อม หมากฮอส หมากข้าม หรือหมากอื่นๆ เล่นไพ่ เข้ามาเป็นหนึ่งกิจกรรมเพื่อความสนุกสนานกันได้ทั้งครอบครัวก็ได้เช่นกัน เพราะช่วยพัฒนาสมอง สมาธิ ความนึกคิด และใช้เวลาว่างที่เกิดประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ หรือทำกิจกรรมใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เช่น แปรงฟันด้วยมือซ้าย
นอกจากหมั่นบริหารสมองแล้ว เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุต้องใส่ใจเรื่องของสุขภาพเป็นพิเศษด้วย เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยแต่ละชนิด ผู้ดูแล หรือคนในครอบครัวควรให้ความสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งเรื่องของสุขภาพร่างกาย อาหารที่มีโภชนาการสูง งดเหล้า และบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพประจำปี หรือหากมีโรคประจำตัวเดิมอยู่ต้องรับประทานยา และติดตามผลตามแผนการรักษาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มมีอาการหลงลืมมากผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจ และรักษาทันที
แนวทางป้องกัน “ภาวะสมองเสื่อม” ในผู้สูงอายุ
ภาวะสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป พบในหญิงมากกว่าชาย เป็นการสูญเสียความสามารถทางสมอง โดยเฉพาะความจำระยะสั้นที่เสียไป รวมถึงความเฉลียวฉลาด การใช้ภาษา เหตุผล การคิด การตัดสินใจ อาจมีอาการทางจิตร่วมด้วย ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยแนวทางที่ดีที่สุดเพื่อคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุ คือการดูแลตัวเองให้ห่างไกลโรคอัลไซเมอร์ ด้วยวิธีดังนี้
1.ไม่ควรอยู่กับบ้านเฉยๆ ทำกิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชอบ เช่น .เล่นกีฬาที่ใช้การฝึกสมอง เช่น หมากรุก หมากฮอสช่วยให้ใจสงบ มีสมาธิ เป็นการปรับร่างกายให้เข้าสู่ภาวะสมดุลและกระตุ้นสมองให้คิดวางแผน ตัดสินใจ ทำให้สมองแข็งแรง ทำงานอย่างสมดุล
2.ร่วมกิจกรรมทางสังคมที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การเข้าร่วมกิจกรรมสังคม พบปะ พูดคุยกับผู้อื่นบ่อยๆ เช่น อาสาสมัครชมรมต่างๆ ไปวัด เยี่ยมญาติพี่น้องเพื่อทำจิตใจให้แจ่มใส อีกทั้ง เป็นการฝึกสมองให้มีการใช้ความคิดในแต่ละกิจกรรมที่เข้าร่วม
3.ทำกิจกรรมที่ใช้การเคลื่อนไหว มือ เท้า และประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น ออกกำลังกาย แอโรบิค โยคะ เดินในที่อากาศโปร่ง เดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ ปั่นจักรยาน รำมวยจีน ว่ายน้ำ อ่านหนังสือ ฟังดนตรี ร้องเพลง เต้นรำ อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง จะช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ หรือทำกิจกรรมอะไรก็ได้นอกเหนือจากงานประจำ หากผู้สูงอายุมีกิจกรรมทำตลอดเวลาจะทำให้เกิดการเสื่อมถอยของสมองน้อยกว่าผู้สูงอายุที่ไม่มีกิจกรรมทำอย่างมาก

sexy gaming

งานอดิเรก กิจกรรมสร้างสุขให้ผู้สูงอายุ

งานอดิเรก เป็นกิจกรรมที่เราทำในเวลาว่าง ช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยว รวมถึงช่วยขจัดความเครียดของจิตใจทางหนี่งสำหรับผู้สูงอายุ แม้จะเป็นวัยที่ทำกิจกรรมน้อยลง อาจเพราะสุขภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเหมือนวัยอื่นๆ อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุก็ไม่ควรละทิ้งกิจกรรม หรืองานอดิเรกแล้วปล่อยให้ตนเองอยู่เฉยๆ เพราะ งานอดิเรก ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ช่วยสร้างความสุขทางใจ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ช่วยคลายเหงา ดังนั้นลูก หลาน ควรสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทำ โดยคำนึงถึงความชอบ ความปลอดภัย และประโยชน์เป็นหลัก

กิจกรรมที่เหมาะกับผู้สูงอายุ
1.กิจกรรมทางสังคม : ผู้สูงอายุ ควรมีกิจกรรมที่ได้พบปะเพื่อนฝูง หรือกิจกรรมนอกบ้าน เช่น เข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม นัดพบปะกับเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน แต่ในกรณีผู้สูงอายุที่ไม่ชอบออกจากบ้าน หรือเพื่อนน้อย แนะนำชักชวนเพื่อนๆ หรือ ญาติ พี่น้อง ลูกหลานแวะเวียนมาหาท่านบ่อยๆ เพื่อคลายความเหงา ช่วยให้ท่านรู้สึกว่าตนเองยังเป็นคนสำคัญ ไม่ได้ถูกละเลย
2.กิจกรรมด้านการพัฒนาสังคม : ได้แก่ จัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีบทบาททางสังคม ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น การทำความสะอาดวัด และศาสนสถานในโอกาสสำคัญต่างๆ เช่น วันเข้าพรรษา ออกพรรษา หรือพัฒนาทำความสะอาดหมู่บ้านที่ตัวผู้สูงอายุพักอาศัย สอนหนังสือ หรือถ่ายทอดความรู้ ความสามารถของท่านให้กับเด็กรุ่นใหม่ๆ เป็นต้น
3.กิจกรรมอดิเรกตามความถนัด : ลูกหลานควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำสิ่งที่ชอบ และถนัด เช่น งานฝีมือ ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ จัดสวน อ่านหนังสือ ร้องเพลง วาดภาพ เป็นต้น เพื่อช่วยให้ท่านรู้สึกผ่อนคลาย ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ลดความเครียด และปล่อยวางจากเรื่องราวที่เป็นสาเหตุของความเครียดได้ นอกจากนี้งานอดิเรกอาจช่วยทำให้ระลึกถึงความสุขในอดีตมากยิ่งขึ้น ช่วยฝึกให้ได้พัฒนาสมองอยู่ทุกวัน อีกทั้ง ยังช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง
4.กิจกรรมท่องเที่ยว : ควรพาผู้สูงอายุออกจากบ้านเพื่อเปิดหูเปิดตาบ้าง ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือความก้าวหน้าทางสังคม อาจจะพาผู้สูงอายุออกมาทานข้าวนอกบ้านสัปดาห์ละครั้ง หรือใช้เวลาพาไปเที่ยวใกล้ๆ บ้าน หรือการไปท่องเที่ยวไกลๆ ตามกำลังครอบครัว ประโยชน์จากการท่องเที่ยวจะช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดี
5. กิจกรรมเสริมสร้างอาชีพ : เป็นการฝึกอบรมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ เพื่อให้ท่านรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง การมีอาชีพเล็กๆ น้อยๆ ที่เหมาะสมกับวัย นับเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมถึงเป็นการเสริมสร้างรายได้ เช่น ทำอาหารสำเร็จรูป งานฝีมือ ปลูกผักสวนครัว ผลิตภัณฑ์ออแกนิค หรือในกรณีที่ผู้สูงอายุยังสุขภาพแข็งแรง มีกำลังดี ก็สามารถทำงานในบริษัทที่รับผู้สูงอายุเกษียณแล้วเข้าทำงานได้
6. กิจกรรมออกกำลังกาย : ถึงแม้ผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมของร่างกาย ทั้งในส่วนข้อต่อกระดูก หรือปัญหาด้านสายตา แต่ก็ยังจำเป็นต้องออกกำลังกายเพื่อฝึกให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เป็นการชะลอความเสื่อม ลดอาการเจ็บป่วยให้น้อยลง โดยผู้สูงอายุควรออกกำลังกายประเภทวิ่งเหยาะๆ จ๊อกกิ้ง เดินเร็ว หรือแอโรบิค เพื่อการมีสุขภาพกายและจิตที่ดี
เมื่อทราบแบบนี้แล้ว ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมในแบบที่ท่านชอบ ถึงแม้งานอดิเรกบางอย่างจะแสนธรรมดา แต่การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ก็ช่วยสร้างความสุขในจิตใจ รวมถึงลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า และชะลอภาวะสมองเสื่อมได้อีกด้วย

sexy gaming

การให้ฮอร์โมนทดแทนสำหรับวัยทอง

วัยทอง เป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และการปรับตัวเข้ากับสังคม การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการต่างๆ มาก เช่น รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ซึมเศร้า นอนหลับไม่สนิท หงุดหงิด โมโหง่าย หรือตรวจพบความผิดปกติ เช่น กระดูกบาง หรือกระดูกพรุน และมีความจำเป็นจะต้องได้รับฮอร์โมนเพิ่มเติม แพทย์จะพิจารณาให้ฮอร์โมนทดแทนตามความเหมาะสมในแต่ละราย
ฮอร์โมนทดแทน คืออะไร?
ฮอร์โมนทดแทน คือการรักษาวัยทองโดยใช้ยากลุ่มฮอร์โมน ในสุภาพสตรีจะใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดสกัดจากธรรมชาติ (Bio identical Hormone) ที่มีโครงสร้างเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย ซึ่งอาจให้ร่วมกับฮอร์โมนเพศหญิงอีกตัวหนึ่ง คือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศตามธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้ชนิดที่ได้มาจากธรรมชาติในรูปแบบยารับประทาน นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ในรูปแบบอื่นๆ ได้แก่ ให้ทางผิวหนัง เจล แผ่นแปะ การสอดทางช่องคลอด หรือการพ่นเข้าจมูก ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับตับ ระบบทางเดินอาหาร เป็นโรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง ปวดศีรษะแบบไมเกรน ในกรณีของการให้ฮอร์โมนทดแทนในเพศชายก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนในรูปแบบยารับประทานเป็นชนิดยาฉีดเพื่อให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น สบายกายสบายใจ และให้ผลพลอยได้ในเรื่องปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ทั้งนี้ปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศมีหลายสาเหตุ ไม่ได้มาจากการลดลงของฮอร์โมนเพศเพียงอย่างเดียว
ประโยชน์ของการใช้ฮอร์โมนทดแทน สุภาพสตรี : สามารถช่วยรักษาอาการในวัยหมดระดู โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาการทางอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง เยื้อบุของช่องคลอดบางลง ขาดความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นจนเกิดอาการอักเสบ
สุภาพบุรุษ : สามารถช่วยลดปัญหาอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่มี จิตใจ ที่พร้อมจะเริ่มอะไร ความต้องการทางเพศลดลง มีปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง นอกจากนี้ ยังช่วยลดอาการซึมเศร้า เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ ทำให้ผิวหนังเต่งตึง และชุ่มชื้น ลดอาการผิวหนังอักเสบ ช่วยเพิ่มระดับของความจำ มีสมาธิมากขึ้น เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก อย่างไรก็ตาม ผลของการได้ฮอร์โมนทดแทนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสุขภาพที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล
ข้อห้าม หรืออาการข้างเคียงของฮอร์โมนทดแทน มีหรือไม่?
ฮอร์โมนทดแทนจะให้ในปริมาณต่ำเท่ากับระดับปกติเท่านั้น ไม่มีการให้เกินขนาด ดังนั้นอาการข้างเคียงจึงมีน้อย ซึ่งอาการข้างเคียงของฮอร์โมนทดแทนในสตรีที่พบได้ คือเลือดออกทางช่องคลอด ส่วนใหญ่พบได้ในช่วงแรกที่เริ่มใช้ แต่เมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอเลือดที่ออกทางช่องคลอดจะหายไปเอง นอกจากนี้อาจมีอาการเจ็บเต้านม อาการปวดศีรษะไมเกรน ซึ่งจะเป็นในช่วงแรกที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนเท่านั้น สำหรับสุภาพบุรุษมีข้อห้ามการให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนในผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายสามารถกระตุ้นมะเร็งต่อมลูกหมากให้ลุกลามไปได้เร็วขึ้น โดยแพทย์จะพิจารณาว่าสมควรใช้หรือไม่ ควรใช้อย่างไร พร้อมมีการนัดตรวจติดตามเพื่อประเมินผลการรักษา อย่างไรก็ตาม การให้ฮอร์โมนทดแทนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการดูแลสุขภาพเท่านั้น สิ่งที่สำคัญ คือวิถีการดำเนินชีวิตที่จะต้องออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้สามารถผ่านช่วงวิกฤติแห่งวัยไปได้อย่างไม่มีปัญหา

sexy gaming

ผู้สูงวัย กับสัตว์เลี้ยง

ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งจะทำให้ผู้สูงวัยบางคนรู้สึกเหงา เพราะลูกหลานโตขึ้น หลายคนไปมีครอบครัวไม่มีเวลาให้ผู้สูงอายุเหมือนเดิม ถ้าไม่อยากให้ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยว การมี สัตว์เลี้ยง อยู่ใกล้ๆ ก็สามารถทำให้อารมณ์ความรู้สึกของผู้สูงวัยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
การเลือกชนิดของสัตว์เลี้ยง จะต้องเหมาะกับผู้สูงวัย อย่าเลือกสัตว์เลี้ยงที่มีพลังมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้สูงวัยดูแลไม่ไหว ก่อนเลี้ยงสัตว์ต้องเช็คให้แน่ใจก่อนว่าผู้สูงวัยที่บ้านไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ เพราะถ้าเลี้ยงแล้วอาจไม่คุ้มค่ากับการต้องไปรักษาสุขภาพภายหลัง
เพิ่มความสุข ลดความเครียด เหงา เศร้า เพราะความน่ารักของสัตว์เลี้ยงจะช่วยทำให้โลกของผู้สูงอายุสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้น จากที่เคยนั่งเหงาๆ ซึมเศร้า การมีสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ อยู่ในบ้านด้วยก็ช่วยสร้างบรรยากาศในบ้านให้น่าอยู่มากขึ้น ผู้สูงวัยก็จะมีความสุขมากขึ้นได้แบบทันท่วงที ยิ่งถ้าเป็น ผู้สูงวัยที่รักสัตว์ด้วยแล้ว รับรองว่าจะมีแต่เรื่องน่ายินดี
เพิ่มความจำ การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่แค่ชื่นชมในความน่ารักของสัตว์เลี้ยงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มความจำให้กับผู้สูงวัยด้วย เพราะต้องคอยให้อาหาร อาบน้ำ พาไปตัดขน ฯลฯ ช่วยเพิ่มกิจวัตรประจำวันให้ผู้สูงวัยได้มีงานอดิเรก ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันไม่น่าเบื่อ
มีสังคมใหม่ๆ การเลี้ยงสัตว์ก็ไม่ต่างอะไรกับการดูแลคน ยิ่งผู้สูงวัยมีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน ก็ต้องพาออกไปเดินเล่นนอกบ้าน พาไปทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเวลาออกไปนอกบ้านก็ทำให้ผู้สูงวัยมีสังคมเพื่อนใหม่ๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน ทำให้ได้รู้จักคนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย มีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงซึ่งกันและกัน
จิตใจอ่อนโยน ผู้สูงวัยที่อยู่บ้านคนเดียวหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยว หลายครั้งทำให้อารมณ์ขุ่นมัว ไม่สดชื่น การมีสัตว์เลี้ยงทำให้ต้องคอยดูแล หาอาหาร คอยสังเกตอาการเวลาสัตว์เลี้ยงป่วย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ช่วยกล่อมเกลาให้ผู้สูงวัยมีจิตใจอ่อนโยนโดยธรรมชาติ
รู้สึกเป็นหนุ่มสาวขึ้น อีกหนึ่งข้อดีของการเลี้ยงสัตว์ คือทำให้สดชื่น เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ต้องเล่น ต้องพูดคุยกับสัตว์เลี้ยง ทำให้รู้สึกได้ลดวัยลงได้
ได้ออกกำลังกายมากขึ้น เป็นการออกกำลังกายไปด้วยกันระหว่างผู้สูงวัยกับสัตว์เลี้ยง เวลาที่ต้องเดินตามหาในบ้าน ต้องพาออกไปเดินเล่น ออกกำลังกาย แม้แต่เวลาที่ลูบตัวสัตว์เลี้ยงก็เท่ากับได้บริหารนิ้วมือด้วย

sexy gaming

ปัสสาวะเป็นเลือด “ส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ” หาต้นตอได้

การส่องกล้องตรวจ กระเพาะปัสสาวะ เป็นอีกหนึ่งการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคในระบบกระเพาะปัสสาวะ สามารถตรวจเพื่อดูลักษณะของท่อปัสสาวะและเยื่อบุภายในกระเพาะปัสสาวะ ช่วยให้แพทย์มองเห็นจากกล้องชนิดพิเศษเรียกว่ากล้องซิสโตสโคป (cystoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อยาวมีกล้องพร้อมไฟส่องที่ปลายท่อ สอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะเพื่อการวินิจฉัย ติดตามและรักษาโรคหรือความผิดปกติของท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะได้อย่างชัดเจน
ทำไมต้องส่องกล้องตรวจ กระเพาะปัสสาวะ
เมื่อมีข้อบ่งชี้สงสัยในความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ แพทย์อาจใช้การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค หรือหาสาเหตุของอาการต่างๆ อาทิ
• มีเลือดในปัสสาวะ (ปัสสาวะเป็นเลือด)
• พบเซลล์ผิดปกติในตัวอย่างปัสสาวะ
• ตรวจพบกระเพาะปัสสาวะติดเชื้อบ่อยๆ
• เมื่อมีอาการปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ หรือปวดขณะถ่ายปัสสาวะ
นอกจากการตรวจหาความผิดปกติในระบบกระเพาะปัสสาวะแล้ว การตรวจวิธีการมีประโยชน์อย่างยิ่งในการตรวจพบปัญหาอื่นๆ เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เลือดออก เนื้องอก และความผิดปกติทางรูปร่างของกระเพาะปัสสาวะ อีกทั้งยังสามารถตรวจและวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นการตรวจเพื่อหาตำแหน่ง ขนาด จำนวนและรูปร่างของเนื้องอก และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ เป็นมะเร็งชนิดใด และมีการลุกลามมากน้อยแค่ไหน วินิจฉัยภาวะต่อมลูกหมากโต หรือท่อปัสสาวะตีบ การส่องกล้องจะช่วยให้แพทย์มองเห็นการตีบแคบของท่อปัสสาวะซึ่งเป็นผลมาจากการเบียดทับของต่อมลูกหมากที่โตขึ้น หรือการตีบของท่อปัสสาวะที่เกิดจากพังผืดได้อีกด้วย
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ ส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ
ผู้ที่มีความรู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเอง เช่น ปัสสาวะมีเลือดปน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน และอาการปวด เจ็บ หรือขณะปัสสาวะ ทั้งนี้ การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะเป็นโปรแกรมการรักษาที่มีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนน้อย ดังนั้นหากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับส่องการองกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะอย่างไร
วิธีการตรวจนี้ไม่ยุ่งยากมากนัก สามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติก่อนการตรวจ ผู้ป่วยอาจได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการส่องกล้อง หรือให้ยาชาเฉพาะที่ทาบริเวณท่อปัสสาวะขึ้นอยู่กับการพูดคุย ซักประวัติและดุลยพินิจของแพทย์ หากมีข้อสงสัยใดๆ สอบถามแพทย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องลังเล ใช้ระยะเวลาในการตรวจประมาณ 15-30 นาที โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะแต่จะต้องรอจนกว่าการตรวจจะแล้วเสร็จ หากตรวจส่องกล้องแล้วพบความผิดปกติ ระหว่างการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อในกระเพาะปัสสาวะออกมาส่งตรวจทางพยาธิวิทยา หรือทำหัตถการอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ภายหลังการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ และควรดื่มน้ำให้มากเพื่อลดการระคายเคืองในท่อปัสสาวะ
ส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ มีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่
จากข้อมูลการรักษาอาจพบความเสี่ยง และภาวะแทรกซ้อนได้บ้าง อาทิ ติดเชื้อจากการส่องกล้อง เป็นภาวะที่เกิดได้น้อยมาก แต่เพื่อเป็นการป้องกันแพทย์อาจสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะก่อนและหลังการส่องกล้องเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้ และหลังจากการตรวจ อาจปวดหน่วงๆ ในช่องท้อง ในช่วง 1-2 วันหลังการส่องกล้อง หรือรู้สึกปัสสาวะแสบขัด แนะนำให้การอาบน้ำอุ่น หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดพอหมาด ประคบบริเวณรูเปิดของท่อปัสสาวะจะช่วยให้อาการแสบลดลง ปัสสาวะมีเลือดปน ในช่วง 1-2 วันภายหลังการส่องกล้อง และจะค่อยๆ หายไปได้เอง แต่หากมีอาการเหล่านี้ นานเกิน 2 วัน ควรกลับมาพบแพทย์ทันที

sexy gaming