คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2020

แบบไหน คือ สมรรถภาพทางเพศ เสื่อม?

อันที่จริงแล้วผู้ชายส่วนใหญ่ต่างมีประสบการณ์การหย่อน สมรรถภาพทางเพศ ด้วยกันทั้งนั้น ผู้ชายกว่า 52% ในช่วงอายุระหว่าง 40-70 ปี จะประสบปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอย่างน้อยอาจจะครั้งหนึ่งหรือมากกว่านั้น โรคเสื่อม สมรรถภาพทางเพศ Erectile Dysfunction (ED) หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า เช็กส์เสื่อม มีวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น คือน้องชายไม่แข็งตัวหรือแข็งตัวได้ยาก นกเขาไม่ขัน ล่มปากอ่าว หลั่งเร็ว เสร็จไว ไม่มี หรือมีความต้องการทางเพศน้อย ไม่สามารถปลุกเร้าอารมณ์ทางเพศได้ ไม่ถึงจุดสุดยอด และเจ็บปวดเมื่อมีเซ็กส์ หากคุณมีอาการดังกล่าวนานเกิน 2 เดือนหรืออาการเกิดซ้ำควรปรึกษาแพทย์ ซึ่งความรุนแรงของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศแบ่งออกได้ 3 ระดับ คือ

อาการปานกลาง คือมีเพศสัมพันธุ์ได้สำเร็จประมาณครึ่งหนึ่ง

อาการน้อย คือสามารถมีเพศสัมพันธุ์ได้สำเร็จเกือบทุกครั้ง
อาการปานกลาง คือมีเพศสัมพันธุ์ได้สำเร็จประมาณครึ่งหนึ่ง
อาการรุนแรง คือมีเพศสัมพันธุ์ไม่สำเร็จ
แล้วแบบไหน เรียกว่าสมรรถภาพทางเพศดี?
1. ตื่นเช้ามาอวัยวะเพศสามารถแข็งตัวได้เอง
2. สามารถที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ อวัยวะเพศสามารถแข็งตัวได้นาน 20 นาทีขึ้นไปในระยะเวลาที่มีเพศสัมพันธ์
3. หลังมีเพศสัมพันธ์แล้วไม่มีอาการเข่าอ่อน
4. ความสามารถในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งต่อไป หลังจากสำเร็จไปแล้วครั้งที่ 1 จะอยู่ในระยะเวลา 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
ทำอย่างไร ให้สมรรถภาพทางเพศไม่เสื่อมเร็ว
หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่น ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง ลดความเครียด หาวิธีกำจัดความเครียดที่ได้ผลกับตนเอง เช่น ร้องเพลง เต้นรำ อ่านหนังสือ ท่องเที่ยว เข้าสปา นั่งสมาธิ ออกกำลังกาย ฯลฯ
ออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบหมู่ เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืช พักผ่อนให้เพียงพอ มีเวลาดูแลตนเอง ได้ทำงานอดิเรกที่ชอบ ทำชีวิตให้มีคุณค่า
เปลี่ยนบรรยากาศในการมีเพศสัมพันธุ์บ้าง เช่น เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนท่าที่จำเจ
มีสัมพันธภาพที่ดีกับคู่ครองหรือคนรัก เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักรับฟัง พูดคุย ปรึกษาหารือกันเป็นประจำ ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
พบแพทย์ หากไม่สามารถแก้ปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วยตนเอง เพื่อตรวจหาสาเหตุและข้อแก้ไขต่อไป

เเทงบอล

อาการปัสสาวะเล็ด โรคระบบทางเดินปัสสาวะโดยเฉพาะในผู้หญิง

อาการปัสสาวะเล็ด หรือ Stress Urinary Lncontinence ภาวะอาการที่ปัสสาวะเล็ดราด กลั้นไม่อยู่ ควบคุมไม่ได้พบได้บ่อยในกลุ่มโรคระบบทางเดินปัสสาวะโดยเฉพาะในผู้หญิง สร้างความรำคาญใจ ความเครียด กังวล บางรายต้องใช้แผ่นรองซับปัสสาวะหรือสวมใส่ถุงเก็บปัสสาวะ สภาพดังกล่าวส่งผลให้เสียสุขภาพคุณภาพชีวิตแย่ลง ต้องเฝ้าระวัง ดูแลตนเอง รวมทั้งเสียสุขภาพจิตที่ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามความต้องการ

ปัสสาวะเล็ด เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ปัสสาวะเล็ด เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่คอยพยุงท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะหย่อนยาน ภาวะยืดหย่อนหรือฉีกขาดของอวัยวะที่ช่วยยืดและพยุงท่อปัสสาวะส่วนต้น ส่งผลให้ท่อปัสสาวะส่วนนั้นหย่อนต่ำลงมาจนไม่สามารถต้านทานความดันในกระเพาะปัสสาวะเมื่อมีการที่ไปเพิ่มความดันในช่องท้อง เช่นขณะไอ จาม และออกกำลังกาย อาการดังกล่าวพบได้ในทุกกลุ่มอายุ ทั้งในเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ สำหรับประเทศไทยมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 20 ของผู้หญิง ตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยหมดประจำเดือน ปัสสาวะเล็ดราดอาจจะเป็นเพียงหยดซึมเป็นช่วงๆ หรือตลอดเวลา หรือราดจนเปื้อนภายในเสื้อผ้า

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด
การตั้งครรภ์ และการคลอดบุตร โดยเฉพาะจำนวนครั้งของการคลอดบุตร กรณีคลอดบุตรหลายครั้งจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ไม่จำเป็นว่าจะคลอดโดยวิธีธรรมชาติ หรือการผ่าคลอดล้วนมีความเสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น เพราะการตั้งครรภ์จะส่งผลให้อวัยวะในอุ้งเชิงกรานต้องรับน้ำหนักของเด็กตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
อายุ พบในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือวัยทองที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จะเกิดทั้งในกรณีไอ จาม
ความอ้วน เนื่องจากเพิ่มน้ำหนักแรงดันในช่องท้อง และแรงดันในกระเพาะปัสสาวะ
ผู้หญิงที่ตัดมดลูกและหมดประจำเดือน เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน มีผลทำให้เนื้อเยื่อที่พยุงระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะในอุ้งเชิงกรานฝ่อลง
รายที่มีเพศสัมพันธ์แบบพิสดาร
ลักษณะและวิธีรักษา อาการปัสสาวะเล็ด
การรักษาปัสสาวะเล็ดนั้นมีอยู่หลายวิธี ซึ่งผู้ป่วยสามารถพิจารณาเลือกรักษาตามความเหมาะสม อย่างไรก็ดี หากมีอาการไม่มาก การหัดฝึกขมิบอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอก็จะช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
ปวดปัสสาวะแบบรุนแรง แต่กลับไม่ยอมเข้าห้องน้ำ ส่งผลให้เมื่อถึงเวลาก็จะราดออกมาเลย สามารถรักษาด้วยการรับประทานยา พบมากในผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน
มีอาการปัสสาวะราดออกมาเลย เมื่อมีการเพิ่มความดันในช่องท้อง คือ ไอ หรือจาม คนที่พบในกลุ่มนี้จะเป็นผู้หญิงที่มีอายุ น้ำหนักมาก เคยมีประวัติคลอดยาก หรือเคยผ่าตัดบริเวณรอบท่อปัสสาวะมาก่อน หรือในกลุ่มคนที่เคยฉายรังสีในบริเวณนั้นมา ซึ่งกลุ่มนี้จะรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด
ไม่มีการป้องกันอาการปัสสาวะเล็ดโดยตรง แต่จะเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดมากกว่า เช่น การควบคุมน้ำหนัก การเตรียมการคลอดที่ดี ไม่กลั้นปัสสาวะบ่อยๆ หรือนานเกินไป และออกกำลังอุ้งเชิงกรานเป็นประจำเพื่อเพิ่มความแข็งแรง เป็นต้น

เเทงบอล

ปัสสาวะเล็ด รักษาได้หายห่วง

อาการ ปัสสาวะเล็ด ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะสามารถรักษาหายหรือช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ แต่หากละเลยหรือปล่อยทิ้งไว้ ปัสสาวะซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ อาจจะกัดเนื้อเยื่อจนเป็นแผล มีกลิ่นเหม็น คัน และอาจเป็นที่เจริญเติบโตของเชื้อโรคได้
อย่างไรก็ตาม อันตรายของโรคนี้ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดปัสสาวะเล็ด ในบางรายเกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวผิดปกติโดยไม่พบสาเหตุชัดเจน แต่บางรายอาการปัสสาวะเล็ดอาจเกิดจากมีนิ่ว หรือเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะซึ่งไม่ได้รับการตรวจรักษาก็เป็นได้ จึงจำเป็นต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบทางเดินปัสสาวะโดยตรง
ปัสสาวะเล็ด รักษาอย่างไร
การขมิบช่องคลอด เพื่อให้กล้ามเนื้อช่องคลอดและท่อปัสสาวะแข็งแรงขึ้น แต่เห็นผลค่อนข้างช้าและต้องทำเป็นประจำ โดยวิธีการคือ สามารถขมิบช่องคลอดได้ในทุกอิริยาบถ ซึ่งการขมิบที่ถูกต้องคือขมิบเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานเท่านั้น คล้ายกับเวลากลั้นอุจจาระ หรือปัสสาวะ โดยไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องหรือต้นขาร่วมด้วย ขมิบแต่ละครั้งทำค้างไว้ 10-20 วินาที แล้วคลายออกในเวลาเท่ากันแล้วจึงเริ่มขมิบใหม่ สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ โดยระยะแรกอาจทำเพียงน้อยครั้งแล้วจึงเพิ่มขึ้นทั้งระยะเวลาและความถี่เมื่อชำนาญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากท่านไม่แน่ใจว่าจะขมิบได้ถูกต้องหรือไม่ สามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ได้
การรับประทานยา เช่น ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ช่วยในการบีบตัวของกล้ามเนื้อบริเวณท่อปัสสาวะ ยาลดการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหูรูดที่ช่วยสนับสนุนกระเพาะปัสสาวะอยู่ โดยช่วยลดอาการปวดปัสสาวะและความถี่ในการถ่ายปัสสาวะ อย่างไรก็ดี ยาชนิดนี้อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปากแห้ง มองเห็นภาพเบลอ และมีอาการท้องผูก
ฉีดโบท็อกซ์ การใช้โบท็อกซ์จำนวนเล็กน้อยที่กระเพาะปัสสาวะ โดยโบท็อกซ์ช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะไม่หดหรือบีบตัวมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้ต้องรีบถ่ายปัสสาวะทันที แต่อย่างไรก็ตาม การรักษาโดยการฉีด โบท็อกซ์ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้จะพบปัญหาปัสสาวะลำบาก จนต้องใช้สายสวนปัสสาวะ นอกจากนี้คือต้องเข้ารับการฉีดอยู่เสมอเนื่องจาก โบท๊อกซ์อยู่ได้เพียงประมาณแค่ 6 เดือนเท่านั้น จึงต้องฉีดใหม่ทุกๆ 6-12 เดือน
การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน หรือทำได้แต่ไม่ดีพอ การใช้กระแสไฟฟ้าขนาดต่ำไปกระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานโดยตรงพบว่าสามารถทำให้กล้ามเนื้อดังกล่าวมีความแข็งแรงขึ้นได้เช่นเดียวกับการให้ผู้ป่วยบริหารอุ้งเชิงกรานด้วยตัวเอง นอกจากนี้การกระตุ้นด้วยไฟฟ้ายังมีผลโดยตรงให้กระเพาะปัสสาวะมีการคลายตัวได้ด้วย
การผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดด้วยสายคล้อง (Incontinence Sling) ในอดีตการรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดมักเป็นการผ่าตัดใหญ่ผ่านแผลเปิดหน้าท้อง แต่ปัจจุบันรักษาด้วยการผ่าตัดที่เรียกว่า Sling procedure
ทำความรู้จักการผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดด้วยสายคล้อง
การผ่าตัดปัสสาวะเล็ดด้วยสายคล้องแบบ Stress incontinence ในผู้หญิงคือ การใช้เชือก (Sling) ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่อยู่ในรูปของโบว์เส้นเล็ก หรือจากเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ท่อปัสสาวะของผู้ป่วยเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมาใช้ทดแทนกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่เสื่อมไป และช่วยพยุงท่อปัสสาวะโดยสายเชือกนี้จะทำหน้าที่พยุงท่อปัสสาวะไว้ขณะที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือออกกำลังกาย เป็นการผ่าตัดทางช่องคลอดโดยการกรีดแผลเล็กๆ ที่ผิวช่องคลอดแล้วสอดสายเทปเข้าไปคล้องใต้ท่อปัสสาวะในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งมีหลายวิธี ดังนี้

สายคล้องสอดหลังกระดูกหัวหน่าว (Retropubic Slings) วิธีนี้สายเชือกจะวิ่งอยู่ด้านหลังของกระดูกหัวหน่าว และทะลุผิวหนัง 2 ตำแหน่งเหนือกระดูกหัวหน่าว
สายคล้องสอดผ่านขาหนีบ (Transobturator Slings) วิธีนี้สายเชือกจะผ่านออกทางผิวหนัง 2 ตำแหน่งบริเวณขาหนีบ
สายคล้องสอดแผลเดียว (Single Incision Sling) วิธีนี้สายเชือกฝังอยู่ภายในเนื้อเยื่อ โดยไม่ผ่านออกมาที่ผิวหนัง
ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดใส่สายคล้องใต้ท่อปัสสาวะส่วนกลางแบบสอดอยู่หลังกระดูกหัวหน่าว หรือแบบสอดผ่านขาหนีบ พบว่าร้อยละ 80-90 จะมีอาการปัสสาวะเล็ดขณะออกแรงหายขาดหรือดีขึ้นหลังผ่าตัดส่วนใหญ่สตรีที่ได้รับการผ่าตัดใส่สายคล้องใต้ท่อปัสสาวะส่วนกลางจะฟื้นตัวกลับเป็นปกติภายใน 2-4 สัปดาห์หลังการผ่าตัด บางรายอาจมีอาการเจ็บหรือเคืองๆ ที่บริเวณขาหนีบใน 2 สัปดาห์แรก มีน้อยรายอาจมีเลือดออกทางช่องคลอดได้ในระยะ 7-10 วันหลังผ่าตัดได้

เเทงบอล

ไม่กินข้าวเช้าบ่อยๆ เสี่ยง โรคนิ่ว

ต้นเหตุสำคัญของอาการป่วย โรคนิ่ว
การไม่รับประทานอาหารเช้า เป็นสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่เราอาจมองข้ามไป เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำจนก่อเกิดเป็นลักษณะนิสัย เพราะสมองของคนเราต้องการเลือด และออกซิเจนเป็นอาหารบำรุง ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าก็จะไม่มีเลือดมารับออกซิเจนส่งขึ้นไปเลี้ยงสมองนั่งเอง
นอกจากนี้ การไม่รับประทานอาหารเช้าอยู่เป็นประจำ ยังทำให้เกิดความเสี่ยงเป็นนิ่วได้อีกด้วย เพราะเมื่อร่างกายของเราต้องตกอยู่ในสภาวะท้องว่าง เนื่องจากการที่ไม่มีอาหารเข้าสู่ร่างกายนานกว่า 14 ชั่วโมง จะทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจับตัวกันนานเกินไป หากปล่อยไว้นานๆ ก็จะกลายเป็นก้อนนิ่วได้ แต่ถ้าเรารับประทานอาหารเช้า ก็จะไปกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำดีออกมาละลายไม่ให้เจ้าคอเลสเตอรอลตัวร้ายมาจับตัวกัน จึงเป็นการป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนิ่วได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
รู้อย่างนี้แล้ว ไม่ว่าตอนเช้าคุณจะรีบมากแค่ไหน ก็ไม่ควรละเลยการรับประทานอาหารเช้าอย่างเด็ดขาด เพราะมื้อเช้านั้นเต็มไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ใครยังละเลยอยู่ต้องรีบปรับพฤติกรรมกันเสียใหม่ เริ่มจากจัดตารางตื่นนอนให้เช้าขึ้นอีกสักนิด จะได้มีเวลารับประทานอาหารเช้าแบบไม่เร่งรีบ และอาจจะไม่จำเป็นต้องกินมื้อใหญ่ก็ได้ เพียงแค่รับประทานอาหารง่ายๆ อย่าง ข้าวต้ม โจ๊ก ข้าวไข่เจียว ขนมปัง หรือแซนด์วิชชนิดต่างๆ หรืออาจจะเป็นเพียงแค่กล้วยสักลูก นมสักแก้วก็ยังดี เพื่อช่วยเติมพลังให้กับร่างกาย แถมยังลดสารพัดโรคร้ายได้อีกด้วย

เเทงบอล

กระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ การรักษาโรค

การรักษาโรคทางกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ
มุ่งเน้นการใช้คุณสมบัติของเกล็ดเลือด และ Growth factors ในพลาสม่าของผู้ป่วยเอง เพื่อใช้ในการซ่อมแซม เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เสียหาย หรือเสื่อมสภาพ มีข้อดี คือ
มุ่งเน้นการฟื้นฟู บูรณะ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่ใช่เพียงการรักษาตามอาการ
เกิดผลข้างเคียงน้อย ไม่เสี่ยงต่อการแพ้ เพราะเป็นสารที่สกัดจากเลือดของผู้ป่วย
ใช้หลักการรักษาทางธรรมชาติ โดยไม่ใช้ยา จึงไม่เป็นพิษต่อตับ ไต หรืออวัยวะเป้าหมาย
ประสิทธิภาพจากการรักษา ช่วยลดปวด ชะลอ หรือเลี่ยงกรณีที่ต้องผ่าตัดได้

เทคนิคใหม่ของการรักษาโรคทางกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ
Platelet Rich Plasma เป็นเทคนิคใหม่ทางการแพทย์ เพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บของระบบโครงสร้างมนุษย์ เช่น เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน โดยฉีด Platelet Rich Plasmaเข้าสู่จุดที่มีการบาดเจ็บ สามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อให้หายจากอาการบาดเจ็บ และยังช่วยให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วที่สำคัญคือ ไม่เป็นอันตรายเนื่องจากเป็นส่วนประกอบจากเลือดของผู้ป่วยเอง
Platelet Rich Plasma คือ การรักษาด้วยเกล็ดเลือดของผู้ป่วยโดยใช้เลือดของผู้ป่วยนำมาคัดแยก ซึ่งในเลือดประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ภายในเกล็ดเลือดประกอบไปด้วยสารที่สำคัญต่อการแข็งตัวของเลือดและGrowth Factorโดยการนำเลือดมาปั่น แล้วฉีดกลับเข้าไปในบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บ เกล็ดเลือดจะถูกกระตุ้นให้รวมตัวกันและปล่อยสารที่มีประโยชน์นี้ไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการซ่อมแซม จึงสามารถบรรเทาอาการปวดและส่งเสริมการเร่งฟื้นฟูได้
ขั้นตอนการรักษาที่มีคุณภาพ ช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
เลือดของเราประกอบไปด้วย พลาสม่า Plasma 55% เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือด White Blood Cells and Platelets น้อยกว่า 1% และเม็ดเลือดแดง Red Blood Cells 45% ซึ่งขั้นตอนการทำ Platelet Rich Plasma จะเพิ่มคุณสมบัติของเกล็ดเลือดต่อการซ่อมแซมร่างกายเหนือเกล็ดเลือดธรรมดา การเตรียม Platelet Rich Plasma ที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะได้เกล็ดเลือดที่มีคุณภาพ และมีความเข้มข้นสูงขึ้นอย่างน้อย 4 เท่า จึงจะมีประสิทธิภาพสูง
การรักษามีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงเจาะเลือดของผู้ป่วย 10-20 มล. นำเข้าเครื่องปั่นกระตุ้น จนเกิดการแยกชั้นของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ออกจากพลาสม่าและเกล็ดเลือด จากนั้น ฉีดพลาสม่าและเกล็ดเลือดในตำแหน่งที่จะทำการรักษา กระบวนการทั้งหมด ใช้เวลา 10-15นาที โดยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ
ประสบการณ์ และความชำนาญของทีมแพทย์ ช่วยให้มั่นใจผลการรักษาในระยะยาว
ในการตรวจครั้งแรก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องซักประวัติการบาดเจ็บ รวมถึงโรคประจำตัว ตลอดจนการตรวจร่างกายด้วยการหาตำแหน่งที่บาดเจ็บเมื่อถึงขั้นตอนที่ต้องฉีด Platelet Rich Plasma แพทย์ที่ทำการรักษาต้องมีความเชี่ยวชาญในการฉีดเพื่อที่จะนำ PRP ไปยังตำแหน่งที่ต้องการให้มากที่สุด ในบางครั้งจะต้องใช้การUltrasound เพื่อช่วยหาตำแหน่งในการฉีด และเมื่อฉีด Platelet Rich Plasma เข้าไปแล้วโดยทั่วไปจะเริ่มออกฤทธิ์ประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการฉีดด้วยในแต่ละตำแหน่งการออกฤทธิ์มีความแตกต่างกัน แพทย์ผู้ทำการรักษาจะติดตามดูอาการ ร่วมกับแนะนำแนวทางการรักษาอื่นร่วมด้วยเพื่อผลการรักษาที่ดีในระยะยาว เช่น การปรับกิจกรรม การบริหารกล้ามเนื้อ การยืดเส้น การเพิ่มความแข็งแรง หรือการยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เพื่อประสิทธิภาพการรักษาอย่างเต็มที่ลดการใช้ยาต้านการอักเสบในผู้ป่วยที่ไม่จำเป็น หรือใช้ยามากเกินความจำเป็น

อาการบาดเจ็บที่รักษาโดยวิธี Platelet Rich Plasma
มีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ภาวะเอ็นอักเสบเรื้อรัง บริเวณศอก ไหล่ ฝ่าเท้า เอ็นลูกสะบ้า และเอ็นร้อยหวาย โดยไม่เกิดผลเสียต่อกระดูกอ่อน และเส้นเอ็น อย่างไรก็ตาม การรักษาอาจไม่ได้ผลกับผู้ป่วยทุกราย หรือทุกระยะ ผลการรักษาขึ้นกับหลายปัจจัย ควรได้รับคำแนะนำในการรักษาจากแพทย์ที่เฉพาะทาง
ข้อจำกัดในการฉีด Platelet Rich Plasma
1. ผู้เป็นมะเร็ง, ติดเชื้อ, โรคผิวหนังบางประเภท
2. โรคการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
3. คนที่กินยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด
4. โลหิตจาง
5. ตั้งครรภ์

เเทงบอล

STAY STRONG โปรแกรมตรวจสุขภาพพื้นฐาน

การเตรียมตัวก่อนตรวจ โปรแกรมตรวจสุขภาพพื้นฐาน
– ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนรับการตรวจสุขภาพ
– งดอาหาร และเครื่องดื่ม อย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงก่อนตรวจ (สามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย)
– งดดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจสุขภาพ
– ควรไปถึงโรงพยาบาลในช่วงเช้า เพื่อไม่ให้ร่างกายอิดโรยเกินไป เนื่องจากงดน้ำ และอาหารมาหลายชั่วโมงแล้ว
– หากมีประจำเดือน ให้งดตรวจปัสสาวะ เพราะเลือดจะปนเปื้อนในปัสสาวะและมีผลกระทบต่อผลการตรวจ

เเทงบอล

สัญญาณเตือน เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด

สัญญาณเตือน เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด
เส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า เป็นหนึ่งในเอ็นหลักของเข่าที่อยู่ลึกเข้าไปในบริเวณส่วนกลางของข้อเข่า หน้าที่หลักของเส้นเอ็นส่วนนี้คือ ช่วยรักษาความมั่นคงของข้อเข่า ควบคุมการเคลื่อนไหว ป้องกันการบิดหมุนของข้อเข่า แต่เมื่อใดก็ตามที่เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด หรือเกิดความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ และทำการรักษาโดยเร็วเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
อาการบ่งบอกเอ็นไขว้หน้าเข่าขาด
1. รู้สึกมีอะไรดีดอยู่ข้างในขา
2. ปวดภายในเข่าลึกๆ มีอาการเข่าบวม ข้อเข่าไม่มั่นคง
3. เมื่อเอ็นไขว้หน้าขาด จะได้ยินเสียงลั่นในข้อ ( Audible Pop)
4. หัวเข่าใช้งานไม่ได้ในขณะที่ได้รับบาดเจ็บ
5. หัวเข่าบวม ปูดทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง
6. มีอาการเจ็บปวดรุนแรง จนไม่สามารถทำกิจกรรมอื่นได้
7. มีอาการเข่าบวม และเลือดออกในหัวเข่า
หมายเหตุ : ข้อ 3 – ข้อ 7 ต้องรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาโดยเร็วที่สุด
บางรายเมื่อปล่อยไว้อาการปวดและบวมอาจจะค่อยๆ หายไป แต่เมื่อกลับไปเล่นกีฬาหรือใช้งานอีก จะรู้สึกว่าเข่าไม่มั่นคงและจะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดหมอนรองข้อฉีกขาด ส่งผลให้เกิดอาการงอเข่าไม่ลง ปวดบริเวณข้อ ตามมา
เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด เกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง?
สาเหตุเอ็นไขว้หน้าเข่าขาด มักเกิดจากการบาดเจ็บที่เกิดจากการปะทะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการบาดเจ็บที่นักกีฬาพบเจอโดยเฉพาะนักกีฬาฟุตบอล สำหรับบุคคลทั่วไปหากออกกำลัง หรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวแบบบิดหมุนตัวเร็วแล้วเกิดการเสียหลักล้ม หรือการกระโดดที่รีบยกเท้า ก็สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ เช่น กีฬาบาสเกตบอล แบตมินตัน สกี เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดการบาดเจ็บโดยไม่ได้มีการปะทะ ซึ่งมักมีสาเหตุจากกล้ามเนื้อที่ตึง ไม่ยืดหยุ่น หรือไม่แข็งแรง ทำให้เข่าบาดเจ็บ แต่มักเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือสะสมมากกว่าเป็นการกระแทกแล้วฉีกขาดในทันที
เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร?
เมื่อเกิดการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่าขาดกะทันหัน การดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นสามารถทำได้ด้วยการนอนนิ่งๆ อย่าพยายามขยับ รอคนมาช่วยเพื่อนำส่งโรงพยาบาล
หากกรณี เกิดการบาดเจ็บบริเวณเอ็นไขว้หน้าและไม่แน่ใจว่าเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด หรือไม่ ต้องประคบเย็นให้เร็วที่สุดก่อน จากนั้นทิ้งระยะเวลาสักพักแล้วลองขยับเข่า งอเข่า เหยียดเข่า โดยค่อยๆ ลงน้ำหนัก ให้สังเกตหากมีอาการเจ็บหรือบวมทันทีให้รีบพบแพทย์ แต่ในกรณีที่ปวดมากจนขยับไม่ได้ ข้อเข่าผิดรูป บิดเบี้ยว อย่ากด ดัน ดึง หรือปรับให้เข้าที่เอง แนะนำให้ดามด้วยไม้หรืออุปกรณ์ที่มี แล้วพันผ้ายึดให้แข็งแรงก่อนนำส่งโรงพยาบาล
การรักษาเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด
ผู้ป่วยที่มีเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด ควบคู่การทำกายภาพบำบัดเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเอ็นไขว้หน้าเข่าขาดนั้น หากไม่รีบรักษาจะส่งผลให้เข่าเสื่อมก่อนวัยได้

เเทงบอล

หมดทุกข้อสงสัย “ ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า ”

อาการบาดเจ็บจาก “ ภาวะเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาด ” ส่งผลให้จำเป็นต้องเข้ารับรักษา “ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า” ที่บาดเจ็บ ปัจจุบัน สามารถทำการผ่าตัดได้ด้วยวิธีการผ่าตัดผ่านกล้อง โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีภาวะเอ็นไขว้หน้าขาดบางราย ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ แต่อาจจะเกิดภาวะข้อเข่าเคลื่อน ในกิจกรรมบางประเภทที่ต้องมีการบิดหมุนของหัวเข่า และที่สำคัญผู้ที่มีภาวะเอ็นไขว้หน้าขาดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดการบาดเจ็บต่อหมอนรองเข่าและกระดูกอ่อนหัวเข่าได้มากยิ่งขึ้น

Q: สาเหตุของเอ็นไขว้หน้าขาด เกิดจากอะไร และรู้ได้อย่างไร?
A: สาเหตุที่ทำให้เกิดเอ็นไขว้หน้าเข้าขาด คือมีการบิดหมุนของเข่าอย่างรุนแรง จนทำให้เส้นเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดพบบ่อยในกีฬาฟุตบอล, บาสเก็ตบอล และแบดมินตัน มีอาการปวดเข่ารุนแรงทันที ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ เข่าบวมจากการมีเลือดออกในเข่าเนื่องจากเอ็นไขว้หน้าขาด จะเดินกระเผลกและไม่สามารถงอเข่าได้อยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากเอ็นไขว้หน้าขาด หลังจากนั้นผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการเข่าหลวม หรือเข่าทรุด เวลากระโดด วิ่ง หรือวิ่งกลับตัวไม่สามารถวิ่งกลับตัวได้ เนื่องจากเอ็นไขว้หน้าจะทำหน้าที่ยึดข้อเข่าให้มั่นคง เมื่อเอ็นไขว้หน้าขาดไปแล้ว เข่าจะเสียความมั่นคงไปอย่างมาก ผู้ป่วยที่เอ็นไขว้หน้าขาดจะไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาประเภทฟุตบอล หรือบาสเก็ตบอลได้ กล้ามเนื้อต้นขาจะลีบ และอ่อนแรง
Q: ถ้าไม่ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า แล้วอนาคตเข่าจะเสื่อมไหม?
A: กรณีที่เอ็นไขว้หน้าขาดอย่างเดียว จะไม่ทำให้เข่าเสื่อม แต่ถ้ามีหมอนรองเข่าฉีกขาดร่วมด้วย และปล่อยทิ้งไว้ อาจจะทำให้เข่าเสื่อมได้

Q: ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าแล้วมีเสียงดังในเข่า ผิดปกติหรือไม่?
A: ผู้ป่วยเกือบทุกรายหลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าจะพบเสียงดังในเข่าได้ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง ทำให้การเคลื่อนที่ของลูกสะบ้าไม่สมดุลย์ ส่งผลให้เกิดเสียงดังขณะงอหรือเหยียดเข่า วิธีแก้ไขคือต้องออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง
Q: ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าต้องลางานกี่วัน?
A: ถ้านั่งทำงานในออฟฟิศ ควรลาไว้ 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานหรือเดินเยอะ ควรลาไว้ประมาณ 4 สัปดาห์
Q: เดือนถึงจะกลับไปเตะบอลได้?
A: หลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าให้วิ่งจ็อกกิ้งได้เมื่อครบ 3 เดือน แต่ต้องวิ่งตรงๆ เท่านั้น ห้ามวิ่งซิกแซก หรือกลับตัวเด็ดขาด หลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าจะเดินและวิ่งได้ปกติ แต่สมรรถภาพในการเล่นกีฬาอาจจะลดเหลือประมาณ 80 – 90% เมื่อเทียบกับก่อนบาดเจ็บ ส่วนนึงคนไข้มักมีอาการฝังใจ หรือแหยง เลยไม่กล้าเล่นหนักเหมือนเดิม 9 เดือนขึ้นไปถึงสามารถกลับไปเตะฟุตบอลได้
Q: หลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่า ต้องกายภาพอย่างไร ?
A: หลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าใหม่ๆ สิ่งที่ต้องทำทันทีคือการเหยียดเข่าให้สุด ห้ามปล่อยให้เข่างอเด็ดขาด

เเทงบอล

การบาดเจ็บของเส้นเอ็นไขว้หน้า และการ ผ่าตัดส่องกล้อง

ผ่าตัดส่องกล้อง เอ็นไขว้หน้า หรือ Anterior cruciate ligament: ACL เป็นเอ็นที่อยู่ในข้อเข่า ช่วยป้องกันกระดูกทีเบีย (Tibia) เคลื่อนที่ไปข้างหน้าใต้กระดูกฟีเมอร์ (Femer) เอ็นไขว้หน้าจะตึงเวลาเหยียดเข่า หากมีแรงบิดหมุนที่รุนแรงทำให้เอ็นไขว้หน้าขาดได้ และความมั่นคงของเข่าที่ป้องกันไม่ให้กระดูกทีเบีย (Tibia) เลื่อนไปข้างหน้าใต้เข่า หรือการบิดหมุนก็จะเสียไป
อาการบาดเจ็บหัวเข่า ที่ส่งผลให้เส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด เป็นหนึ่งในชนิดที่พบบ่อยที่สุดของอาการบาดเจ็บหัวเข่าซึ่งคิดเป็นประมาณ 40% ของการบาดเจ็บทางกีฬา มักเกิดขึ้นระหว่างการเล่นกีฬา เช่น สกี, เทนนิส, สควอช, ฟุตบอล และรักบี้ หากไม่ได้รับการรักษาหมอนรองข้อเข่า หรือกระดูกอ่อนผิวข้อ ก็จะได้รับแรงที่ผิดปกติมากเกิน ทำให้ข้อเสียเกิดภาวะข้อเสื่อมได้
ปัจจุบัน การรักษาผ่าตัดเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด นับว่าเป็นวิธีการรักษาที่ใช้บ่อย มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกหน้าแข้งเคลื่อนที่ไปข้างหน้ามากเกินไป เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อกระดูกอ่อน และเพื่อให้หัวเข่ากลับมาทำงานได้ตามปกติ
สำหรับการรักษา แพทย์จะนำเส้นเอ็นส่วนที่ขาดออกไป และนำเส้นใหม่มาใส่แทนที่ ซึ่งเทคนิคการผ่าตัดรักษาเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยได้มีการปรับปรุงเทคนิค และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น ด้วยวิธีการ “ผ่าตัดส่องกล้อง” ซึ่งนับเป็นกระบวนการรักษาซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
การรักษาข้อกระดูก ในร่างกายด้วยวิธีผ่าตัดผ่านกล้องนับว่ามีประโยชน์หลายด้าน โดยการผ่าตัดผ่านกล้องนั้น แผลมีขนาดเล็กเพียงรูเล็กๆ เพื่อเจาะใส่กล้องเข้าไปในข้อและรูเพื่อใส่เครื่องมือสำหรับการผ่าตัด อีกทั้งกล้องที่สอดเข้าไปภายในข้อมีกำลังขยายสูง ภาพที่แพทย์เห็นผ่านกล้องที่ส่งมายังมอนิเตอร์มีความคมชัดมาก จึงทำให้การรักษามีความแม่นยำ และช่วยให้อวัยวะภายในเกิดความบอบช้ำน้อย รวมถึงไม่จำเป็นต้องตัดเนื้อเยื้อรอบข้อเพื่อให้เข้าถึงข้อเหมือนกับการผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ จึงไม่บอบช้ำจากการตัด และเย็บซ่อม การผ่าตัดผ่านกล้องทำให้คนไข้เสียเลือดระหว่างผ่าตัดน้อย ลดความเสี่ยงเรื่องภาวะการติดเชื้อภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และลดระยะเวลาการนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล
การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
1. งดน้ำ และอาหารประมาณ 6–8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด
2. ควรหยุดรับประทานยาแอสไพรินและยาละลายลิ่มเลือดชนิดอื่นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาทุกชนิดที่ใช้อยู่
3. การทำกายภาพก่อนการผ่าตัด จะช่วยให้เข่ากลับมาใช้งานเหมือนเดิมได้เร็วขึ้น ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดในขณะที่เข่าปวด บวม มักจะมีปัญหาในการฟื้นฟูสภาพเข่าหลังจากการผ่าตัด
“ ผมมีปัญหาอาการบาดเจ็บจากการเล่นฟุตบอล ส่งผลให้เอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด จึงเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดผ่านกล้องที่โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน (ประเทศไทย) ใช้เวลาพักฟื้นหลังการผ่าตัดไม่นานก็สามารถเดินได้ และไม่รู้สึกเจ็บ เพราะแผลผ่าตัดเล็ก ใช้ระยะในโรงพยาบาลเพียง 3 วัน และคุณหมอแจ้งว่าอีกประมาณ 6 เดือน ก็สามารถกลับไปเล่นฟุตบอลได้ตามปกติ”

เเทงบอล

แอสต้าแซนทิน ดีต่อร่างกาย และ ผิวพรรณ

แอสต้าแซนทิน เป็นสารอาหารที่โด่งดังด้วยผลวิจัยทางการแพทย์มากมายในการช่วยเรื่องของการลดริ้วรอย แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก คุณสมบัติของวิตามินตัวนี้สามารถปกป้องผิวจากการถูกทำลาย ทั้งจากอนุมูลอิสระ มลพิษ ควันบุหรี่ สามารถปกป้องไปจนถึง DNA ของผิว เนื่องด้วยสูตรโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของแอสตาแซนทินนี้เองจึงมีประโยชน์ต่อร่างกาย ในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ครอบคลุม
แอสต้าแซนทิน มีดีอย่างไร
ทำให้กล้ามเนื้อ และข้อต่อมีสุขภาพดีขึ้น ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความทนทานมากขึ้น
ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์จากการทำลาย ของอนุมูลอิสระ
ปกป้องผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดด และรังสีอัลตราไวโอเลต
ช่วยกระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย
ปรับสมดุลความดันโลหิต และการเต้นของหัวใจ

เเทงบอล