การสวนหัวใจ และ ขยายหลอดเลือด

ศูนย์ปฏิบัติการสวนหัวใจและ ขยายหลอดเลือด เป็นห้องที่ใช้ในการทำหัตถการสวนหัวใจ ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยง่าย เมื่อแพทย์ตรวจวินิจฉัยและพบว่าผู้ป่วยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะถูกส่งตัวมาที่ศูนย์ปฏิบัติการสวนหัวใจทันทีให้ได้รับการเปิดเส้นเลือดให้เร็วที่สุด(ภายใน 60 นาที) เพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างรวดเร็ว และได้มาตรฐาน ในกรณีผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลอื่น เราก็มีความพร้อมด้วยทีมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินช่วยดูแลในการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยด้วยความปลอดภัย การประสานงานโดยทีมปฏิบัติการสวนสวนหัวใจจะได้รับทราบข้อมูลของผู้ป่วยล่วงหน้า ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเปิดเส้นเลือดได้เร็วยิ่งขึ้น
กระบวนการสวนหัวใจจะเริ่มจากการฉีดสี เพื่อพิจารณาการทำบอลลูนขยายเส้นเลือด หัวใจที่ตีบ หรือจะส่งไปผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Bypass) โดยใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
หากผู้ป่วยจะต้องทำบอลลูนเพื่อ ขยายหลอดเลือด ก็จะใช้เวลาต่ออีกไม่เกิน 1 ชั่วโมง แพทย์จะใช้วิธีการฉีดยาชาเฉพาะจุดเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อดีเนื่องจากการวางยาสลบจะเพิ่มความเสี่ยงแก่ผู้ป่วยมากขึ้น หากผู้ป่วยรู้ตัวตลอดเวลาจะสามารถสื่อสารกับแพทย์ถึงความต้องการและอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ ทำให้ทีมสามารถดูแลผู้ป่วยได้ทันท่วงที กรณีเกิดภาวะฉุกเฉิน
หลังจากทำบอลลูนแล้วผู้ป่วยจะใช้เวลาพักฟื้น 1-2 วัน ก็สามารถกลับบ้านได้
การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยการทำ PTCA และ Bypass
การขยายหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยบอลลูน และการดามขดลวด (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty หรือ PTCA & Stent) เป็นวิธีการที่ใช้รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งทำต่อจากการสวนหัวใจ วิธีนี้จะใช้บอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เพื่อให้เลือดเข้าไปเลี้ยงหัวใจได้ตามปกติ รวมถึงการใส่ขดลวดตาข่าย (Stent) ในเส้นเลือดหัวใจของผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หลังการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน เพื่อป้องกันการตีบซ้ำของเส้นเลือด
ในการทำ PTCA เฉลี่ยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 0.5 -1.5 ชม. ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบ และจำนวนของหลอดเลือดที่ตีบด้วย ข้อดีของการทำ PTCA คือทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บหน้าอกได้อย่างรวดเร็ว และระยะเวลาพักฟื้นภายในโรงพยาบาลก็จะสั้นมาก ผู้ป่วยส่วนมากสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน และกลับไปทำกิจกรรม หรืองานต่างๆ ได้ตามปกติภายใน 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การทำ PTCA ด้วยการใช้บอลลูนธรรมดาก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ โดยมีการใส่ขดลวดร่วมด้วยมากกว่า 80 % และยังมีขดลวดแบบใหม่ที่สามารถลดการตีบใหม่ลงน้อยกว่า 5 % อีกด้วย ผลการรักษาด้วยวิธี PCI นี้ปัจจุบันผลสำเร็จตั้งแต่ 85-99 % แต่ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถใช้การรักษาแบบนี้ทดแทนการผ่าตัดได้ในบางกรณี
Bypass Surgery/Coronary Artery Bypass Grafting (CABG) เพื่อเปลี่ยนทางลำเลียงเลือดไปยังหัวใจใหม่ ทำโดยการใช้เส้นเลือดดำจากขา หรือเส้นเลือดแดงจากบริเวณหน้าอกมาทำเส้นทางเดินเลือดใหม่โดยข้ามตำแหน่งที่อุดตัน ซึ่งมักจำเป็นต้องทำครั้งละ 2-5 เส้นในคราวเดียวกัน สำหรับการทำผ่าตัดบายพาสโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันในปัจจุบัน มี 2 วิธี คือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่ใช้เครื่องปอด และหัวใจเทียม (Off-Pump CABG) หรือแบบ “ไม่ต้องหยุดหัวใจ” และการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ แบบต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (On-Pump CABG) เพื่อ “หยุด” การทำงานของหัวใจทั้งหมด
ทั้งนี้ การผ่าตัดบายพาสแบบไม่หยุดหัวใจ ยังทำให้ใช้ปริมาณเลือดน้อยลง และลดระยะเวลาในการผ่าตัดและการดมยาสลบให้สั้นลง ตลอดจนระยะเวลาในการพักฟื้นในโรงพยาบาลก็สั้นกว่าแบบผ่าตัดบายพาสหยุดหัวใจ
นอกเหนือจากการทำหัตถการแล้ว สิ่งที่ทีมไม่เคยละเลยและให้ความสำคัญมาก คือการพูดคุยให้ข้อมูลกับผู้ป่วยทุกรายในเรื่องของขั้นตอนการรักษา และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตั้งแต่ก่อน และหลังทำหัตถการ โดยเฉพาะเน้นย้ำเรื่องการทานยา การควบคุมอาหาร การควบคุมปัจจัยเสี่ยง และเมื่อผู้ป่วยกลับบ้าน ทีมสวนหัวใจยังคงดูแลอย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิดด้วยการโทรศัพท์ติดตามอาการผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ ในเรื่องความเสี่ยง
แน่นอนว่าการทำหัตถการกับหัวใจพร้อมจะเกิดภาวะฉุกเฉินได้ตลอดเวลา อาทิ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจหยุดเต้นระหว่างทำหัตถการ แต่ด้วยการเตรียมพร้อมของทีมที่จะประจำตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า ก็สามารถช่วยแก้ไขภาวะฉุกเฉินให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญมาก คือการตัดสินใจของแพทย์ จากความชำนาญและประสบการณ์ที่สั่งสม ต้องมั่นใจว่าได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ป่วย ซึ่งเปรียบเสมือนญาติของเรา นอกจากความสามารถของบุคลากรแล้ว ศูนย์ปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด ยังมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เครื่องฉายรังสีแบบ Bi-Plane ที่ช่วยให้แพทย์ทำหัตถการได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ในกรณีที่พบผู้ป่วยมีเส้นเลือดตีบตันสนิท แพทย์สามารถมองเห็นเส้นเลือดหัวใจได้พร้อมกัน 2 มุม และสามารถวัดระยะได้แม่นยำขึ้น รวมถึงประโยชน์ที่ช่วยทำให้การใช้ปริมาณสารทึบแสงในการฉีดสีน้อยลง เป็นการลดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคไต หรือผู้ป่วยที่มีการบีบตัวของหัวใจไม่ดี เพราะการได้รับสีในปริมาณมากอาจจะเกิดภาวะน้ำท่วมปอด และหัวใจวายตามมาได้

เเทงบอล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *